คูปองส่วนลดที่น่าสนใจ
15%
15%
20%

Monet’s Pond หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า “Namonaki Ike” (名もなき池) ซึ่งแปลตรงตัวว่า “บ่อน้ำไร้ชื่อ” เป็นบ่อน้ำธรรมชาติขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ใกล้ศาลเจ้า Nemichi เมือง Seki จังหวัด Gifu ทางภาคกลางของญี่ปุ่น บ่อน้ำแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ประมาณ 18 เมตร คล้ายกับขนาดสนามเทนนิส (ใหญ่กว่าเล็กน้อย) แต่กลับสร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนนับไม่ถ้วน
ลักษณะเด่นที่ทำให้บ่อน้ำแห่งนี้พิเศษกว่าบ่อน้ำทั่วไปคือความใสสะอาดของน้ำที่มาจากน้ำพุธรรมชาติบนภูเขา Koga (Mount Koga) น้ำมีความลึกประมาณ 80 เซนติเมตร แต่ใสจนมองเห็นก้นบ่อได้อย่างชัดเจน พื้นบ่อปูด้วยทรายควอตซ์ละเอียดที่ทำให้น้ำมีสีฟ้าคราม และที่น่าสนใจคือน้ำจากภูเขานี้ไม่มีสารอาหารสำหรับจุลินทรีย์ จึงไม่มีสาหร่ายหรือตะกอนมาลดความใสของน้ำ อุณหภูมิน้ำคงที่อยู่ที่ 14 องศาเซลเซียสตลอดทั้งปี จึงไม่เกิดน้ำแข็งแม้ในฤดูหนาว
ในบ่อน้ำนี้มีปลาคาร์ป (Nishikigoi) หลากหลายสายพันธุ์ว่ายวนอยู่ท่ามกลางดอกบัวที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ สีสันของปลาที่สดใส ตั้งแต่สีแดง ส้ม ขาว และดำ ตัดกับพื้นน้ำสีฟ้าใสและดอกบัวสีชมพู ขาว สร้างภาพที่สวยงามราวกับงานศิลปะ
Claude Monet (1840-1926) เป็นจิตรกรชาวฝรั่งเศสผู้ก่อตั้งกลุ่มศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์ (Impressionism) ซึ่งเป็นการวาดภาพที่เน้นการจับภาพแสงและสีสันในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ มากกว่าความละเอียดของรายละเอียด ชุดภาพวาด Water Lilies (Les Nymphéas) ของโมเนต์นั้นมีมากถึง 250 ภาพ วาดในช่วงปี 1896-1926 โดยได้แรงบันดาลใจจากสวนดอกไม้ที่บ้านของเขาในเมือง Giverny ทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส
เมื่อภาพถ่ายของบ่อน้ำใน Seki เริ่มแพร่กระจายบนโซเชียลมีเดียในปี 2015 ผู้คนต่างตกตะลึงกับความคล้ายคลึงระหว่างบ่อน้ำแห่งนี้กับภาพวาด Water Lilies ของโมเนต์ น้ำใสสะอาด ดอกบัวลอย และปลาคาร์ปที่ว่ายวนอย่างเป็นธรรมชาติ สร้างภาพที่เหมือนกับการนำผลงานของปรมาจารย์มาสร้างจริง ชื่อ “Monet’s Pond” จึงเกิดขึ้นจากการเปรียบเทียบนี้ และติดปากผู้คนจนกลายเป็นชื่อเรียกที่เป็นทางการในที่สุด
ที่น่าสนใจคือศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์ของฝรั่งเศสเองก็ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากศิลปะญี่ปุ่น โดยเฉพาะภาพพิมพ์ไม้ Ukiyo-e ที่มีการจัดองค์ประกอบและมุมมองแปลกใหม่ การที่บ่อน้ำในญี่ปุ่นกลายมาคล้ายกับภาพวาดที่ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะญี่ปุ่นนั้น ถือเป็นวงจรที่น่าทึ่งของการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

มาอ่านประวัติเรื่องราวที่มาของความสวยงามของบ่อแห่งนี้กันดีกว่า
เรื่องราวของ Monet’s Pond เริ่มต้นอย่างเรียบง่าย บ่อน้ำแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นบ่อชลประทานสำหรับไร่นาข้าวในชุมชน ไม่ได้มีชื่อเรียกเฉพาะ เป็นเพียงบ่อน้ำธรรมดาหนึ่งในบรรดาบ่อน้ำมากมายในเขตภูเขา แต่ในช่วงปี 1990 เมื่อการทำนาในพื้นที่ลดน้อยลง บ่อน้ำแห่งนี้ก็ถูกทอดทิ้ง ปกคลุมไปด้วยวัชพืชและสาหร่าย
จนกระทั่งคุณ Satoru Kobayashi ซึ่งเป็นเจ้าของ Itadori Flower Park ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ บ่อน้ำนั้น ได้ทำการทำความสะอาดบริเวณบ่อน้ำ กำจัดวัชพืช และปลูกดอกบัวลงไปในบ่อ ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ก็ปล่อยปลาคาร์ปลงไปว่ายเล่น ไม่มีใครคาดคิดว่าการทำความดีเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวที่บ่อน้ำแห่งนี้กันมากๆ จนกลายเป็น 1 ในไฮไลท์ของจังหวัด Gifu
ความงามของบ่อน้ำเริ่มแพร่กระจายผ่านรูปภาพบนโซเชียลมีเดียในปี 2015 ใน Twitter และ instagram จากนั้นก็เริ่มกระจายสู่การลงข่าวในหนังสือพิมพ์และข่าวสารต่างๆ จนเริ่มเป็นที่รู้จักกัน โดยเฉพาะภาพที่ถ่ายในวันที่อากาศดี แสงแดด
ส่องผ่านผิวน้ำ ทำให้เห็นปลาคาร์ปราวกับกำลังลอยอยู่กลางอากาศ ดอกบัวบานสะพรั่ง และการสะท้อนของต้นไม้รอบบ่อ ภาพเหล่านี้ถูกเปรียบเทียบกับภาพวาด Water Lilies ของโมเนต์ และชื่อ “Monet’s Pond” ก็ติดปากชาวเน็ตทั่วโลกจนกลายเป็นชื่อที่ใช้เรียกกันอย่างเป็นทางการ
ที่น่าสนใจคือบ่อน้ำแห่งนี้ไม่เคยถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ ไม่มีค่าเข้าชม ไม่มีเวลาเปิด-ปิด และยังคงรักษาความเป็นธรรมชาติไว้ได้อย่างดี ชาวบ้านในพื้นที่ดูแลรักษาความสะอาดและให้อาหารปลา พยายามรักษาสมดุลระหว่างการต้อนรับนักท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์ความงามตามธรรมชาติของบ่อน้ำ
เกล็ดความรู้เพิ่มเติม ที่บ่อน้ำแห่งนี้มีกิจกรรมเกี่ยวกับความให้นักท่องเที่ยวได้ลองทำด้วย นั่นก็คือ การมองหาปลาคาร์ฟที่มีลายรูปหัวใจอยู่บนหัว ซึ่งถ้าหากหาเจอก็จะสมหวังในเรื่องความรัก

น้ำใสจนเห็นตัวปลา บอกได้เลยว่าที่นี่ต้องมาให้ได้ซักครั้งในชีวิต
ความงามของ Monet’s Pond เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล แสงสว่าง และสภาพอากาศ การเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมจะทำให้ได้สัมผัสกับความงามที่สมบูรณ์ที่สุดของบ่อน้ำแห่งนี้
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการมาเยือน Monet’s Pond คือช่วงฤดูร้อนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง โดยเฉพาะช่วงกลางเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนสิงหาคม เป็นช่วงที่ดอกบัวบานสะพรั่งที่สุด ดอกบัวในบ่อมีหลายสายพันธุ์ ทั้งสีชมพู ขาว และเหลือง ซึ่งจะเริ่มเปิดกลีบเมื่ออุณหภูมิอากาศอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียสขึ้นไป
ดอกบัวจะเริ่มเบ่งบานประมาณ 9.00 น. เมื่อแสงแดดเริ่มอุ่น และจะบานสวยที่สุดช่วง 11.00-11.30 น. เมื่อดอกบัวบานเต็มที่ หลังจากนั้นจะค่อย ๆ หุบกลีบเมื่อแสงแดดแรงเกินไป ดังนั้นหากต้องการเห็นดอกบัวบานสวยงาม ควรมาถึงตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อชมการเปลี่ยนแปลงของดอกบัวตั้งแต่ยังหุบกลีบจนบานเต็มที่
นอกจากดอกบัวแล้ว ช่วงนี้ยังเป็นช่วงน้ำใสสะอาดจนเห็นตัวปลาชัดเจน เพราะไม่มีฝนตกหนักมากมายทำให้น้ำขุ่น แสงแดดส่องผ่านผิวน้ำทำให้เห็นปลาคาร์ปได้ชัดเจนสุดๆ และทรายควอตซ์ที่ก้นบ่อเป็นประกายสวยงาม สีของน้ำจะเปลี่ยนจากฟ้าอ่อนเป็นเขียวมรกต ขึ้นอยู่กับทิศทางของแสงและมุมมอง
อีกช่วงเวลาที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม เมื่อต้นเมเปิ้ลญี่ปุ่นรอบบ่อน้ำเปลี่ยนสีเป็นแดงสด ส้ม และเหลือง การสะท้อนของใบไม้สีสันสดใสบนผิวน้ำใสสร้างภาพที่สวยงามไม่แพ้ช่วงที่มีดอกบัว
ช่วงนี้แม้จะไม่มีดอกบัว แต่ความงามกลับมีเอกลักษณ์แตกต่างออกไป บรรยากาศเย็นสบาย มีเมฆหมอกบางเบา และใบไม้ร่วงลงมาลอยบนผิวน้ำ สร้างภาพที่ดูเศร้าสวยแบบญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวน้อยกว่าช่วงฤดูร้อน จึงสามารถถ่ายภาพได้อย่างสงบ
ถ้ามาช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนหรือต้นธันวาคม อาจจะโชคดีได้เจอหิมะบาง ๆ ซึ่งจะทำให้บ่อน้ำดูเหมือนภาพในเทพนิยาย น้ำไม่เกิดน้ำแข็งเพราะอุณหภูมิคงที่ จึงยังคงเห็นปลาคาร์ปว่ายอยู่ใต้ผิวน้ำใสท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมา เรียกได้ว่าสวยงามไปในอีกรูปแบบหนึ่ง

สำหรับช่วงเวลาในวันที่ดีที่สุด แนะนำให้มาถึงก่อน 10.00 น. เพราะเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวยังไม่เยอะ น้ำนิ่ง ไม่มีคลื่น และแสงแดดยังไม่แรงเกินไป ทำให้ได้ภาพสะท้อนที่สวยงาม นอกจากนี้ยังสามารถหาที่จอดรถได้ง่ายกว่า
ช่วง 10.00-11.30 น. เป็นช่วงที่แสงสวยที่สุดสำหรับการถ่ายภาพ แสงแดดส่องลงมาทำมุมพอดี ทำให้เห็นสีของปลาคาร์ปและดอกบัวชัดเจน น้ำเป็นประกายสวยงาม และดอกบัวบานเต็มที่ เพราะว่าดอกบัวที่อยู่บึงนั้นต้องการอุณหภูมิจากแสงแดดช่วยในการบาน
หลังเที่ยงจนบ่าย แสงแดดจะแรงมาก อาจทำให้เกิดเงาจากต้นไม้บนผิวน้ำ และดอกบัวอาจหุบกลีบบางส่วน แต่ถ้าชอบภาพที่มีเงาตัดกันชัด ช่วงนี้ก็ให้บรรยากาศที่แตกต่างออกไปและน่าสนใจเช่นกัน
สิ่งสำคัญที่ต้องหลีกเลี่ยงคือการมาหลังฝนตก เพราะฝนจะทำให้น้ำในบ่อขุ่น เพราะว่าน้ำฝนจะทำให้ตะกอนที่อยู่ในน้ำและอาจจะน้ำตะกอนจากที่อื่นมาทำให้น้ำขุ่น และอาจใช้เวลา 1-2 วันกว่าน้ำจะใสกลับมาเหมือนเดิม ดังนั้นควรตรวจสอบพยากรณ์อากาศก่อนไปเยือน และหากเป็นช่วงฤดูฝน ควรมาในวันที่ฝนหยุดตกมา 2-3 วันแล้ว

Monet’s Pond ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลในเขตภูเขาของจังหวัด Gifu การเดินทางอาจต้องใช้เวลาพอสมควร แต่ความงามที่รอคอยอยู่ย่อมคุ้มค่ากับการเดินทาง
รถยนต์เป็นวิธีการเดินทางที่สะดวกที่สุด สามารถกำหนดเวลาได้เองและแวะชมสถานที่อื่นระหว่างทาง
แนะนำให้ตั้ง GPS หรือ Google Maps ปลายทางเป็น “Itadori Flower Park” หรือ “Monet’s Pond”
รถบัสมีจำนวนจำกัด (ประมาณ 10 เที่ยว/วัน) ควรตรวจสอบตารางเวลาล่วงหน้าที่เว็บไซต์ Gifu Bus
ที่ JR Gifu Station ไปยังป้ายรถบัสหมายเลข 12 จากนั้นขึ้นรถบัส Gifu Itadori Line ไป Horado Kiwi Plaza (ใช้เวลาประมาณ 70 นาที แล้วต่อรถบัส Itadori Fureai Bus ไป Ajisai-en Mae หรือ Monet Ike-mae (ใช้เวลาประมาณ 15 นาที) หลังจากลงจากรถบัสแล้วให้เดินเท้าจากป้ายรถเมล์ประมาณ 150 เมตร (ใช้เวลาประมาณ 3 นาที) ถึงบ่อน้ำ
สำคัญ! ต้องต่อรถที่ Horado Kiwi Plaza ทุกเส้นทาง และควรเช็ครอบรถกลับล่วงหน้า หากพลาดรอบสุดท้ายอาจต้องเรียกแท็กซี่
รถบัสระหว่าง Horado Kiwi Plaza (Itadori Fureai Bus) กับ Ajisai-en Mae นั้นมีเที่ยวรถน้อยมากต่อวัน ต้องวางแผนและเช็คตารางดีๆ
ที่จอดฟรี: ใกล้ศาลเจ้า Nemichi Shrine และ Itadori Flower Park (จำนวนจำกัด มักเต็มช่วง 10.00-15.00 น.)
ที่จอดแบบเสียค่า: 500 เยน และมักจะได้ของฝากเล็กๆน้อยๆอีกด้วย รองรับได้ ~200 คัน
ค่าเข้าชม: ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

การมาเยือน Monet’s Pond สามารถเที่ยวชมสถานที่อื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียงได้อีกด้วย
ศาลเจ้าชินโตะเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ติดกับบ่อน้ำ ก่อตั้งในช่วงกลางศตวรรษที่ 9 ช่วงปี ค.ศ. 801-900 (ราว พ.ศ. 1344-1443)เป็นศาลเจ้าท้องถิ่นที่ชาวบ้านใช้เป็นที่บูชาเทพเจ้าในศาสนาชินโตะ ประกอบด้วยอาคารไม้หลังเดียวที่สร้างอย่างเรียบง่าย
ภายในศาลเจ้าบูชาเทพเจ้า Nemichi Okami พร้อมด้วยเทพเจ้าองค์อื่น ๆ ได้แก่ Izanami no Mikoto, Oyamazumi no Kami และ Kanayamabiko no Kami ศาลเจ้าจัดงานเทศกาลประจำปีสองครั้งต่อปี
คือช่วงฤดูใบไม้ผลิ (วันที่ 5 เมษายน) และฤดูใบไม้ร่วง (วันอาทิตย์แรกของเดือนตุลาคม)
จากศาลเจ้าสามารถเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวเล็ก ๆ ที่มองเห็นบ่อน้ำจากด้านบน ซึ่งให้มุมมองที่แตกต่างและน่าสนใจ โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ที่จะเห็นต้นไม้รอบภูเขาเป็นสีแดงส้มสลับเขียว
แม่น้ำสายสวยที่ไหลผ่านพื้นที่ใกล้บ่อน้ำ มีน้ำใสสะอาดมาจากภูเขา เป็นจุดเล่นน้ำยอดนิยมของคนท้องถิ่นในช่วงฤดูร้อน น้ำเย็นสบายแม้อากาศร้อน ตามแนวแม่น้ำมีถนนที่เรียกว่า “Hydrangea Road” ซึ่งเป็นถนนยาว 24 กิโลเมตร ปลูกดอกไฮเดรนเยียไว้ตลอดแนวทั้งสองข้างทาง
สามารถเข้าถึงแม่น้ำได้จากลานจอดรถหลัก (Dai-ichi) โดยเดินเพียงไม่กี่นาที ช่วงฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม) เป็นช่วงที่ดีในการเล่นน้ำ ในขณะที่ช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี (พฤศจิกายน) จะเห็นใบไม้สีสันสดใสสะท้อนบนผิวน้ำ
ถนน Hydrangea Road หรือถนนดอกไฮเดรนเยีย เป็นถนนคดเคี้ยวยาว 24 กิโลเมตรตามแนวแม่น้ำ Itadori ปลูกดอกไฮเดรนเยีย (อะจิไซ) มากกว่า 70,000 ต้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของฤดูฝนในญี่ปุ่น ดอกไฮเดรนเยียมีหลากหลายสี แต่ส่วนใหญ่เป็นสีม่วงและสีไวโอเลตเข้ม
ช่วงเวลาที่ดอกบานสวยที่สุดคือปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม การขับรถไปตามถนนนี้จะเห็นทิวทัศน์สวยงามของภูเขาและแม่น้ำ โดยตลอดทางมีดอกไฮเดรนเยียสีสันสดใสอยู่สองข้างทาง
Itadori Flower Park เป็นเรือนกระจกขายดอกไม้นานาชนิด ตั้งอยู่ใกล้กับบ่อน้ำ นอกจากดอกไม้แล้ว ยังมีร้านขายของว่างและของฝากเล็ก ๆ ให้เลือกซื้อ โดยเฉพาะขนมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม เช่น Kusa Mochi (โมจิผสมใบโยโมกิ) และ Sasamaki Chimaki (ขนมห่อใบไผ่)
สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกหลากหลาย รวมถึงศูนย์การเรียนรู้ป่าไม้ อาคารฝึกอบรม เส้นทางศึกษาธรรมชาติ สวนเด็กเล่น และที่น่าสนใจที่สุดคือป่าซีดาร์ (Cedar Forest) ซึ่งมีต้นซีดาร์สูงใหญ่ปกคลุมทั้งพื้นที่ สร้างบรรยากาศอันลึกลับและน่าค้นหา
ภายในสวนยังมีสวนดอกไฮเดรนเยียที่มีดอกบานมากกว่า 30,000 ต้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายน นอกจากนี้ยังมีสนามกีฬา สนามทดลอง BMX และสถานที่สำหรับกิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ
ซึ่งถ้ารวมกันทั้งหมด นักท่องเที่ยวจะได้เห็นความงามของดอกไฮเดรนเยียถึง 100,000 ต้นกันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าห้ามพลาดโดยเด็ดขาด
Shiratani Kannon (Engyo-ji Temple) – วัดเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ ห่างออกไปประมาณ 450 เมตร นักท่องเที่ยวสามารถเดินจาก Monet’s Pond ไปได้สบายๆ
Enku Horado Memorial – พิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ในเขตศาลเจ้า Koga จัดแสดงเกี่ยวกับพระเอนกุ นักแกะสลักพระพุทธรูปชื่อดัง ห่างออกไป 2.8 กิโลเมตร
Kawaura Valley – หุบเขายาว 7 กิโลเมตร สวยงามในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง
Mount Koga (高賀山) – ภูเขาที่เป็นต้นกำเนิดของน้ำพุที่ไหลมาที่บ่อน้ำ

Monet’s Pond เป็นสวรรค์ของช่างภาพ แต่การได้ภาพที่สวยงามต้องอาศัยเทคนิคและการเตรียมตัวที่ดี
กล้อง:
• กล้อง DSLR หรือ Mirrorless จะให้คุณภาพภาพที่ดีที่สุด
• สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ ก็สามารถถ่ายภาพได้สวยงาม
• หลีกเลี่ยงการใช้แฟลช เพราะจะสร้างแสงสะท้อนบนผิวน้ำและทำให้ปลาตกใจ
เลนส์:
• เลนส์ซูม 24-70mm เหมาะที่สุด ครอบคลุมทั้งภาพกว้างและการซูมเข้าหาปลา
• เลนส์มาโครหรือเลนส์ prime สำหรับถ่ายรายละเอียดดอกบัวและปลา
อุปกรณ์เสริม:
• Polarizing Filter (CPL) – สำคัญมาก! ช่วยตัดแสงสะท้อนบนผิวน้ำ ทำให้เห็นรายละเอียดใต้น้ำชัดเจนขึ้น
• Tripod ขนาดกระทัดรัด แต่ต้องระวังไม่ให้กีดขวางผู้อื่น เพราะพื้นที่รอบบ่อไม่กว้างมาก แต่แนะนำให้ไปใช้ขาตั้งกล้องแบบ Monopod จะดีกว่า
• ร่ม สำหรับบังแสงแดดจัดหรือฝนเล็กน้อย และช่วยลดแสงสะท้อนเมื่อถ่ายภาพ
มุมมองจากด้านบน (Overhead View):
• เป็นมุมที่นิยมที่สุดและให้ภาพที่คล้ายภาพวาดของโมเนต์มากที่สุด
• ยืนถ่ายจากขอบบ่อมองลงไปในน้ำ มุม 90 องศา
• จะเห็นชั้นภาพหลายชั้น: ปลา ดอกบัว ราก และพื้นทราย
• ควรใช้ CPL Filter เพื่อลดแสงสะท้อนและเห็นรายละเอียดชัดเจน
มุม 45 องศา:
• มุมนี้ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลกว่า
• เห็นการสะท้อนของต้นไม้และท้องฟ้าบนผิวน้ำ
• ลดแสงสะท้อนจากน้ำได้ดีกว่ามุมตรง
การใช้กรอบธรรมชาติ (Natural Framing):
• ใช้กิ่งไม้ ใบไม้ หรือโครงสร้างไม้รอบบ่อเป็นกรอบภาพ
• ใช้ Aperture กว้าง (เช่น f/2.8) เพื่อเบลอกรอบและเน้นที่บ่อน้ำ
• สร้างความรู้สึกเหมือนมองผ่านหน้าต่างไปยังโลกแห่งภาพวาด
การสะท้อน (Reflections):
• ในวันที่ไม่มีลม น้ำจะนิ่งเหมือนกระจก
• สะท้อนท้องฟ้า ต้นไม้ และเมฆได้สวยงามมาก
• ช่วงเช้าตรู่มักได้ภาพสะท้อนที่ดีที่สุด

Shutter Speed:
• Shutter Speed เร็ว (1/500 – 1/1000) เพื่อจับการเคลื่อนไหวของปลาให้ชัด
• Shutter Speed ช้า (1/60 – 1/125) เพื่อให้ปลามี Motion Blur แสดงการเคลื่อนไหว
• ลองทดลองทั้งสองแบบเพื่อดูว่าแบบไหนถูกใจ
การรอคอยอย่างมีมารยาท:
• ห้ามให้อาหารปลา! จะทำให้น้ำขุ่นและเสียกฎของสถานที่
• อดทนรอคอย ปลาจะว่ายผ่านมาเป็นระยะ ๆ โดยธรรมชาติ
• หลีกเลี่ยงการสร้างเสียงดังหรือการรบกวนปลา เพื่อความสงบและความเคารพต่อสัตว์
• เคารพธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตในบ่อเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมญี่ปุ่น
การจัดองค์ประกอบกับปลา:
• มองหาปลาที่มีสีสันสดใสและอยู่ในตำแหน่งที่ดี
• ปลาที่ว่ายอยู่ใกล้ดอกบัวจะให้ภาพที่สวยที่สุด
• สังเกตแสงและเงาบนตัวปลา เลือกมุมที่เห็นสีสันชัดเจน
• ถ่ายหลาย ๆ ภาพ เพราะปลาเคลื่อนไหวตลอดเวลา

สืบเนื่องมาจากเนื้อหาในข้างต้นเกี่ยวกับปลาคาร์ฟที่มีลายรูปหัวใจบนหัว ในบ่อน้ำ Monet’s Pond มีตำนานท้องถิ่นที่น่าสนใจเกี่ยวกับปลาคาร์ปตัวหนึ่งที่มีลายรูปหัวใจสีแดงสดบนหัว ตามความเชื่อของชาวบ้าน ผู้ที่โชคดีได้พบปลาตัวนี้จะได้พบกับรักแท้ ทำให้หลายคนมาที่นี่พยายามตามหาปลาตัวพิเศษนี้
ลักษณะของปลาหัวใจ: มักเป็นปลาคาร์ปสายพันธุ์สีขาว (Kohaku หรือ Tancho) ที่มีจุดสีแดงสดบริเวณกลางหัว ซึ่งรูปร่างคล้ายหัวใจ การพบปลาตัวนี้ต้องอาศัยความอดทน เพราะปลาในบ่อมีหลายสิบตัว และการเคลื่อนไหวตลอดเวลา
ปลาคาร์ปในญี่ปุ่นเป็นสัญลักษณ์ของโชคลาภ ความเข้มแข็ง และความมุ่งมั่น ในภาษาญี่ปุ่น คำว่า “Koi” (鯉) เป็นคำพ้องเสียงกับคำว่า “Koi” (恋) ซึ่งแปลว่าความรักหรือความผูกพัน ทำให้ปลาคาร์ปกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรักและมิตรภาพในวัฒนธรรมญี่ปุ่น
นอกจากนี้ยังมีตำนานจีนเกี่ยวกับปลาคาร์ปที่ว่ายทวนน้ำไปถึง “ประตูมังกร” (Longmen) ซึ่งเป็นน้ำตกอันสูงชัน ปลาคาร์ปที่กล้าหาญพอที่จะกระโดดข้ามน้ำตกจะกลายร่างเป็นมังกรผู้ทรงพลัง สะท้อนถึงความพยายามและการเอาชนะอุปสรรค
การค้นหาปลาหัวใจจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสนุกในการมาเยือน Monet’s Pond ไม่ว่าจะเจอหรือไม่เจอ ความงามของบ่อน้ำและบรรยากาศอันสงบก็เพียงพอที่จะทำให้รู้สึกได้ถึงความรักและความประทับใจที่มีต่อสถานที่แห่งนี้
เวลาเปิด-ปิด และค่าเข้าชม
เวลาเปิด-ปิด:
• เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน ไม่มีวันหยุด
• เป็นพื้นที่กลางแจ้งสาธารณะ ไม่มีประตูปิด
• แนะนำมาในช่วงกลางวัน (8.00-16.00 น.) เพื่อความปลอดภัยและแสงสวยงาม
ค่าเข้าชม:
• ฟรี ไม่มีค่าเข้าชม
• ค่าจอดรถ: ฟรี (ที่จอดใกล้ศาลเจ้า) หรือ 500 เยน (ที่จอดแบบมีของที่ระลึก)
ที่อยู่: 195 Itadori, Seki City, Gifu Prefecture 501-2901
โทรศัพท์: 0581-57-2111 (สำนักงานท่องเที่ยว Seki City)
สิ่งอำนวยความสะดวก
ห้องน้ำ:
• มีห้องน้ำสาธารณะบริเวณลานจอดรถใกล้ Itadori Flower Park
จุดทิ้งขยะ:
• ไม่มีถังขยะสาธารณะบริเวณบ่อน้ำ
• นักท่องเที่ยวต้องเตรียมถุงใส่ขยะนำกลับไปทิ้งที่อื่น 100%
• โปรดช่วยรักษาความสะอาดของสถานที่
การเข้าถึง (Accessibility):
• ทางเดินรอบบ่อเป็นดินและหินธรรมชาติ ไม่เรียบเสมอกัน
• อาจไม่สะดวกสำหรับผู้ใช้รถเข็นหรือผู้สูงอายุที่เดินไม่ถนัด
• จากลานจอดรถถึงบ่อน้ำต้องเดินเท้าประมาณ 150-200 เมตร
• พื้นอาจลื่นเมื่อเปียก ควรสวมรองเท้าที่เหมาะสม
ร้านอาหาร:
• บริเวณใกล้เคียงมีร้านอาหารท้องถิ่นจำนวนจำกัด
• มีคาเฟ่เล็ก ๆ และร้านขายของว่างที่ Itadori Flower Park
• แนะนำให้เตรียมอาหารและน้ำดื่มมาด้วย โดยเฉพาะถ้ามาช่วงเช้า
มารยาทและข้อควรปฏิบัติ
สิ่งที่ห้ามทำ:
• ห้ามให้อาหารปลา – จะทำให้น้ำขุ่นและเสียระบบนิเวศของบ่อ
• ห้ามบินโดรน – มีป้ายห้ามชัดเจน หากฝ่าฝืนอาจถูกเรียกตำรวจ
• ห้ามลงไปในบ่อน้ำหรือแตะต้องปลา
• ห้ามทิ้งขยะ – ไม่มีถังขยะ ต้องนำกลับไปทิ้งที่อื่น
• ห้ามสูบบุหรี่ บริเวณบ่อน้ำและศาลเจ้า
สิ่งที่ควรทำ:
• เคารพบรรยากาศที่เงียบสงบ พูดคุยเบา ๆ
• ให้ความเคารพศาลเจ้า Nemichi Shrine
• รอคิวถ่ายภาพอย่างสุภาพ ไม่ใช้เวลานานเกินไป
• ระวังไม่ให้ขาตั้งกล้องหรืออุปกรณ์อื่นๆ กีดขวางผู้อื่น
• เดินระมัดระวังบนทางเดินรอบบ่อ
• นำขยะกลับไปทิ้งที่อื่น
เคล็ดลับเพิ่มเติม:
• มาในวันธรรมดาจะคนน้อยกว่าวันหยุด
• หลีกเลี่ยงมาหลังฝนตก 1-2 วัน เพราะน้ำจะขุ่น
• ตรวจสอบพยากรณ์อากาศก่อนไป วันที่มีแดดจะได้ภาพสวยที่สุด
• ใช้เวลาประมาณ 30-60 นาทีก็เพียงพอ เพราะบ่อน้ำไม่ใหญ่มาก
• สามารถซื้อของฝากที่ Itadori Flower Park ใกล้ ๆ บ่อ

Monet’s Pond คือหนึ่งในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่นิยามแบบง่ายๆว่า “ความงามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกลับมาจากสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด” อย่างเช่นบ่อน้ำเล็ก ๆ บ่อนี้ที่ไม่เคยมีชื่อ แต่กลับกลายเป็นผลงานศิลปะที่มีชีวิต ดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกมาสัมผัสกับภาพวาดของโมเนต์ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
การเดินทางไปยัง Monet’s Pond อาจไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่เมื่อได้ยืนอยู่ริมบ่อน้ำ มองลงไปในน้ำใสปริศนา เห็นปลาคาร์ปสีสันสดใสว่ายวนท่ามกลางดอกบัวที่ลอย ล้อมรอบด้วยต้นไม้และภูเขา ท่ามกลางความเงียบสงบที่ถูกขัดจังหวะเพียงเสียงน้ำไหลและลมพัด ทุกอย่างก็คุ้มค่ากับการเดินทาง
นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราหยุดชะงักจากจังหวะชีวิตที่รีบเร่ง กลับมาเห็นความงามในสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว และเข้าใจว่าทำไมศิลปะและธรรมชาติจึงสามารถหลอมรวมกันได้อย่างลงตัว Monet’s Pond คือจุดที่เราได้เห็นว่าบางครั้ง ธรรมชาติเองก็สามารถเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดได้
หากมีโอกาสมาเยือนจังหวัด Gifu อย่าพลาดที่จะแวะมาสัมผัสกับความมหัศจรรย์แห่งบ่อน้ำโมเนต์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนในโลก ความงามและความมหัศจรรย์สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ถ้าเราสังเกตและเปิดใจให้กับมัน

Blogger : Kitslaughter666
ผมชื่อ กิด เป็นคนที่สนใจประเทศญี่ปุ่นเป็นพิเศษโดยเฉพาะประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น และชอบทานราเมง กับ ปลาปักเป้า เป็นชีวิตจิตใจ รักการถ่ายเซลฟี่กับกวางที่เกาะมิยาจิม่า ชอบภูมิภาคชูโกกุ ชอบเที่ยวสถานที่Unseenของญี่ปุ่น
114 Posts
Police
110
Ambulance
119
AMDA International Medical Information Center
03-6233-9266
สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว
090-4435-7812
สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซาก้า
090-1895-0987
สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟุกุโอกะ
090-2585-3027 หรือ 090-9572-1515