คูปองส่วนลดที่น่าสนใจ
17%
17%
5%
ถ้าพูดถึงฮอกไกโดแล้วนึกแค่ซัปโปโรหรือโอตารุ ต้องบอกว่าพลาดสิ่งที่ดีที่สุดไปค่อนข้างมาก เมืองบิเอะ (Biei) อยู่ห่างจากอาซาฮิกาวะ (Asahikawa) ประมาณ 25 กิโลเมตร เป็นเมืองเกษตรกรรมขนาดเล็กที่ซ่อนวิวเนินเขาลูกคลื่นสลับแปลงพืชสีสวยเอาไว้อย่างลงตัว บรรยากาศเงียบสงบ อากาศดี ไม่มีความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ถ้าชอบถ่ายรูปหรือแค่อยากได้ภาพที่ดูเป็นญี่ปุ่นมาก ๆ บิเอะตอบโจทย์ได้ทุกช็อต

จุดเด่นของบิเอะ (Biei) ที่ทำให้แตกต่างจากที่อื่นคือภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาต่อเนินเขา ทำให้ทุ่งเกษตรที่ปกติดูธรรมดากลายเป็นภาพวาดสามมิติที่เปลี่ยนไปตามมุมมอง บวกกับแสงธรรมชาติที่แตกต่างในแต่ละฤดูกาล ทั้งทุ่งลาเวนเดอร์และดอกไม้หลากสีในหน้าร้อน ใบไม้เปลี่ยนสีสดใสในฤดูใบไม้ร่วง และผืนหิมะขาวกว้างในฤดูหนาว ทำให้มาบิเอะกี่ครั้งก็ไม่เหมือนเดิม
สไตล์การเที่ยวบิเอะ (Biei) เป็นแบบ “มินิมอล” ไม่มีห้างหรือสวนสนุก แต่ถ้าชอบสัมผัสธรรมชาติ ถ่ายรูปวิวทุ่ง และนั่งชิลล์ดูพระอาทิตย์ตกดิน นี่คือสวรรค์สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่อยากได้ภาพแตกต่างจากที่เที่ยวทั่วไปในญี่ปุ่น

เมืองบิเอะ (Biei) มีเสน่ห์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแต่ละฤดู เรียกว่าเป็นเมืองที่มาเที่ยวได้ตลอดปี ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากเห็นภาพบิเอะในเวอร์ชันไหนครับ โดยสองฤดูกาลที่ถือเป็น “ช่วงพีคที่สุด” และสวยงามที่สุด มีดังนี้
ช่วงเริ่มละลายหิมะ ทุ่งนาเริ่มเตรียมดิน เห็นเป็นริ้วลายสีน้ำตาลตัดเขียว อากาศสดชื่นและคนไม่หนาแน่น
นี่คือช่วงที่ฮอตฮิตที่สุดของบิเอะ (Biei) ทุ่งนาและเนินเขาที่เคยแห้งแล้งจะกลับมาเขียวขจี สลับเฉดสีด้วยทุ่งดอกไม้นานาพันธุ์ราวกับภาพวาด เนินเขาจะกลายเป็นผ้าห่มแพตช์เวิร์กผืนยักษ์ โดยเฉพาะที่ Shikisai no Oka (เนินสี่ฤดู) ที่จะเห็นดอกไม้ปลูกเรียงเป็นแนวขนานสลับสีอย่างสวยงาม อากาศช่วงนี้ยังเย็นสบาย (ประมาณ 20–25 องศาเซลเซียส) เหมาะกับการปั่นจักรยานชมเนินเขามาก
เนินเขาเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม แดง และน้ำตาล เป็นช่วงที่ป่าเปลี่ยนสีได้งดงาม แฝงความเหงาและโรแมนติกไปอีกแบบ
หากชอบความเงียบสงบ ความโรแมนติก และทัศนียภาพแบบมินิมอล น้อยแต่มาก นิ่งสงบแต่ทรงพลัง ฤดูหนาวคือคำตอบ เมืองทั้งเมืองจะถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวหนานุ่มจนดูเหมือนปุยเมฆ ต้นไม้โดดเดี่ยวบนเนินเขา (เช่น Ken & Mary Tree) จะยืนต้นท่ามกลางลานหิมะกว้างสุดลูกหูลูกตา และไฮไลต์สำคัญคือ Shirogane Blue Pond (สระน้ำสีฟ้า) ที่ในตอนกลางคืนจะมีการเปิดไฟไลต์อัพ (Illumination) แสงไฟส่องกระทบหิมะและตอไม้กลางสระ ให้บรรยากาศลึกลับชวนฝันเหมือนหลุดเข้าไปในเทพนิยาย

บิเอะเป็นเมืองเกษตรกรรมจริงๆ ไม่ใช่พาร์คหรือสวนสาธารณะ ฉะนั้นแปลงทุ่งดอกไม้สวยๆ ที่เห็นในรูปส่วนใหญ่คือที่ดินทำกินของเกษตรกรท้องถิ่น เจ้าของเขาเคยใจดีปล่อยให้คนเข้ามาถ่ายรูป แต่เพราะนักท่องเที่ยวบางส่วนเหยียบย่ำต้นไม้และทิ้งขยะ ทำให้ช่วงหลังมีการติดป้ายห้ามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
กฎง่ายๆ คือ ถ้าไม่มีทางเท้าหรือเส้นทางชัดเจน อย่าก้าวเข้าไป ยืนถ่ายรูปจากขอบถนนหรือพื้นที่สาธารณะได้ มุมสวยๆ ยังมีอีกเยอะโดยไม่ต้องบุกรุก นอกจากจะไม่ผิดกฎแล้ว ยังได้ภาพที่มีระยะ depth สวยกว่าด้วย
สำหรับจุดที่เข้าได้อย่างถูกต้อง เช่น ฟาร์มคันโนะ หรือเนินชิกิไซ มักมีป้ายแสดงเส้นทางชัดเจน ทำตามนั้นก็ถ่ายรูปได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวล

บิเอะเป็นเมืองที่รถยนต์สะดวกที่สุด แต่นักท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่ไม่ขับรถ ฉะนั้นต้องวางแผนเรื่องการเดินทางให้ดีเพื่อไม่ให้เสียเวลาหรือเสียเงินเกินจำเป็น
จากซัปโปโร: นั่ง JR Limited Express ไปอาซาฮิกาวะ ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง แล้วต่อรถไฟสาย Furano Line ไปสถานีบิเอะอีกประมาณ 30 นาที รวมเวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง
จากอาซาฮิกาวะ: นั่งรถไฟสาย Furano Line ตรงไปสถานีบิเอะ ประมาณ 30 นาที เที่ยวรถค่อนข้างห่างกัน โดยเฉพาะช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว แนะนำเช็กตารางเวลาล่วงหน้าจาก JR Hokkaido อย่างน้อย 1 วัน
สำหรับตั๋ว JR Hokkaido Rail Pass คุ้มค่ามากถ้าวางแผนเที่ยวหลายเมืองในฮอกไกโด โดยเฉพาะแพ็กเกจ 5 วันหรือ 7 วัน ซื้อล่วงหน้าจากไทยได้ราคาดีกว่าซื้อในญี่ปุ่น
การเดินทางท่องเที่ยวภายในเมืองบิเอะ (Biei) มีให้เลือกหลายวิธีตามสไตล์การเที่ยวและฤดูกาล เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวและจุดเช็คอินแต่ละแห่งตั้งอยู่กระจายกันตามเนินเขา โดยมีวิธีหลัก ๆ ที่นักท่องเที่ยวนิยมใช้ดังนี้
เป็นวิธีที่แนะนำที่สุดสำหรับผู้ที่มาเป็นกลุ่ม มีกระเป๋าใบใหญ่ หรือต้องการเก็บจุดเช็คอินบนเนินเขาให้ครบถ้วน
รอบๆ สถานีรถไฟ Biei (Biei Station) จะมีร้านให้บริการเช่าจักรยานอยู่หลายร้าน เป็นกิจกรรมยอดฮิตในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิ
ทางสมาคมท่องเที่ยวเมืองบิเอะจะมีบริการรถบัสพาเที่ยวที่ชื่อว่า “Biei View Bus” วิ่งให้บริการ (ส่วนใหญ่จะเปิดบริการในฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และช่วงหน้าหนาวบางช่วง)

ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหลัก (ประมาณเดือนมิถุนายน – ตุลาคม) JR Hokkaido จะมีรถไฟขบวนพิเศษและรถบัสเชื่อมต่อให้บริการ
ที่หน้าสถานีบิเอะ (Biei Station) มีจุดจอดแท็กซี่ ซึ่งส่วนใหญ่มีบริการ “Taxi Tour” จัดเป็นแพ็กเกจนำเที่ยวแบบเหมาตามชั่วโมง (เช่น คอร์ส 1 หรือ 2 ชั่วโมง) พาตระเวนถ่ายรูปตามจุดยอดฮิต
คำแนะนำเพิ่มเติม: ถ้ามาช่วง “ฤดูหนาว” แนะนำให้เลือกวิธีเช่ารถขับ (ถ้าชำนาญการขับบนหิมะ), ซื้อทัวร์บัส หรือเหมาแท็กซี่ จะปลอดภัยและสะดวกที่สุดครับ เพราะการเดินเท้าหรือปั่นจักรยานจะไม่สามารถทำได้เนื่องจากหิมะหนาและอากาศหนาวจัด
นี่คือคำถามที่คนสงสัยมากที่สุดเวลาวางแผนเที่ยวบิเอะ (Biei) เพราะเห็นรูปเนินเขาสูงแล้วก็ถามว่า “ปั่นจักรยานธรรมดาขึ้นไหวไหม?” คำตอบสำหรับจักรยานธรรมดาคือยาก แต่สำหรับ E-Bike คือไหวสบายมาก
E-Bike หรือจักรยานไฟฟ้าแบบช่วยปั่น มีระบบมอเตอร์ที่ช่วยลดแรงต้านเวลาปั่นขึ้นเนินโดยอัตโนมัติ เจ้าของร้านเช่าส่วนใหญ่บอกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายเลยก็ยังขึ้นเนินสูงชันได้สบาย เพราะมอเตอร์รับภาระส่วนใหญ่ไว้
ร้านเช่า E-Bike มีหลายร้านรอบสถานีบิเอะ (Biei Station) ราคาเริ่มต้นประมาณ 600 เยนต่อชั่วโมง หรือราว 1,500–3,000 เยนต่อวัน ขึ้นอยู่กับรุ่นและร้าน แนะนำให้จองล่วงหน้าในช่วงฤดูท่องเที่ยว (มิถุนายน – กันยายน) เพราะจักรยานหมดเร็ว
สำหรับคนที่ไม่ขับรถและไม่อยากปั่นจักรยาน บิเอะ (Biei) มีรถไฟท้องถิ่น (Local Train) สาย Furano Line ที่วิ่งผ่านตลอดทั้งปี และรถบัสท่องเที่ยวตามฤดูกาลที่เชื่อมจุดท่องเที่ยวหลักในพื้นที่ได้สะดวก
อีกตัวเลือกที่ได้รับความนิยมในกลุ่มที่มาเป็นกลุ่มคือ Biei Hire บริการแท็กซี่นำเที่ยวแบบส่วนตัว คนขับจะพาไปครบทุกจุดตามแผนที่กำหนด มีแพ็กเกจรายชั่วโมงและแบบเต็มวัน ถ้ามา 4–5 คน ค่าใช้จ่ายต่อหัวแทบไม่ต่างจากค่ารถบัส แต่ได้ความสะดวกและยืดหยุ่นมากกว่า

สำหรับคนที่มีเวลา 1 วันเต็มและต้องการเก็บทั้งบิเอะและฟูราโน่ นี่คือตัวอย่างแผน Timeline ที่ทดสอบแล้วว่าทำได้จริง:
07:30 — ถึงสถานีบิเอะ รับจักรยาน E-Bike (หรือรับ Biei Hire)
08:00-10:30 — Patchwork Road: Ken & Mary Tree, Seven Star Tree, Mild Seven Hill
10:30-12:00 — Shikisai Hill (ก่อนทัวร์บัสพีค) แล้วไปแวะ Kanno Farm
12:30 — กลับสถานีบิเอะ คืนจักรยาน กินข้าวที่ Oka no Kura หรือ JA Biei
14:00 — นั่งรถไฟไปฟูราโน่ (ประมาณ 30 นาที) เที่ยวฟาร์มโทมิตะ
17:00 — กลับอาซาฮิกาวะหรือซัปโปโรด้วยรถไฟ JR
แผนนี้อาจดูเหนื่อย แต่จริง ๆ แล้วใช้เวลาเดินทางระหว่างจุดไม่นาน เพราะระยะทางในบิเอะ (Biei) ค่อนข้างใกล้ ถ้าได้ E-Bike จะยิ่งยืดหยุ่นได้มากขึ้น
เส้นทาง Patchwork Road คือโซนทางเหนือของบิเอะ (Biei) ที่รวบรวมจุดถ่ายรูปแลนด์มาร์กไว้ครบในเส้นทางเดียว ถ้ามาด้วยจักรยานหรือรถยนต์ ขับเรื่อย ๆ ตามเส้นทางก็เก็บครบทุกจุดได้ในครึ่งวัน แต่ถ้ามาช่วงพีคฤดูร้อน แนะนำให้ออกเดินทางก่อน 8 โมงเช้า จะได้แสงดีและหลีกเลี่ยงทัวร์บัสคันใหญ่ที่เริ่มทยอยมาตั้งแต่ 9 โมง

จุดแรกที่จะพบตั้งแต่ปากทางเข้าเมือง เนินเซรุบุเป็นฟาร์มดอกไม้ที่เข้าชมฟรี ไม่มีค่าเข้า มีทุ่งดอกไม้หลายโซนที่บานไม่พร้อมกัน ทำให้เกือบทุกช่วงระหว่างมิถุนายน – สิงหาคมมักมีดอกไม้บานให้ถ่ายรูปเสมอ
ไฮไลต์ของที่นี่คือรถบักกี้และรถเอทีวีที่วิ่งรอบเนิน (มีค่าบริการเพิ่ม) ถ้ามากับครอบครัวหรืออยากได้รูปแปลกตา แนะนำให้ลองขึ้น มุมบนเนินสูงมองลงมาเห็นเมืองบิเอะ (Biei) และเทือกเขาโทคาจิ (Mt. Tokachi) อยู่ด้านหลังได้ด้วย

ต้นป็อปลาร์คู่นี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของบิเอะ (Biei) เพราะโฆษณารถยนต์ญี่ปุ่นเมื่อกว่า 50 ปีก่อนที่ใช้สถานที่แห่งนี้ถ่ายทำ จนชื่อ Ken & Mary ติดมาจากชื่อตัวละครในโฆษณานั้น
จุดถ่ายรูปที่ดีที่สุดคือยืนถ่ายจากระยะไกลพอที่จะเห็นรูปทรงของต้นไม้ทั้งคู่โดยมีเส้นขอบฟ้าเนินเขาเป็นฉากหลัง ถ้าเข้าไปชิดเกินไปจะได้แค่ต้นไม้ธรรมดา แต่ถ้าถอยออกมาสักหน่อยจะเห็นว่าทำไมมันถึงสวยและ “มินิมอล” ขนาดนั้น
ต้นโอ๊กโบราณขนาดใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของเนิน ชื่อมาจากบุหรี่ยี่ห้อเซเว่นสตาร์ที่เคยใช้ภาพต้นไม้นี้บนซองบุหรี่ เรียกว่าเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่ไม่รู้ตัวมาหลายสิบปี
เทคนิคถ่ายรูปที่แนะนำคือแนวตั้ง เพราะจะได้เก็บทั้งความสูงของต้นไม้และท้องฟ้ากว้างเหนือเนินเขาในเฟรมเดียวกัน ในฤดูร้อนหญ้ารอบๆ จะเขียวสด ส่วนฤดูใบไม้ร่วงต้นไม้จะเปลี่ยนสีให้ภาพดูอบอุ่นขึ้นอีกแบบ
ต้นป็อปลาร์คู่นี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของบิเอะ (Biei) เพราะโฆษณารถยนต์ญี่ปุ่นเมื่อกว่า 50 ปีก่อนที่ใช้สถานที่แห่งนี้ถ่ายทำ จนชื่อ Ken & Mary ติดมาจากชื่อตัวละครในโฆษณานั้น
จุดถ่ายรูปที่ดีที่สุดคือยืนถ่ายจากระยะไกลพอที่จะเห็นรูปทรงของต้นไม้ทั้งคู่โดยมีเส้นขอบฟ้าเนินเขาเป็นฉากหลัง ถ้าเข้าไปชิดเกินไปจะได้แค่ต้นไม้ธรรมดา แต่ถ้าถอยออกมาสักหน่อยจะเห็นว่าทำไมมันถึงสวยและ “มินิมอล” ขนาดนั้น

อีกหนึ่งจุดที่ได้ชื่อมาจากวงการบุหรี่เช่นกัน แต่ที่นี่ไฮไลต์คือแนวต้นลาร์ช (Larch) ที่เรียงตัวเป็นเส้นสวยงามตัดกับฟ้าบนยอดเนิน ช่วงเช้าตรู่แสงอ่อนๆ จะทำให้เงาต้นไม้ยาวและน่าถ่ายรูปมาก
อีกหนึ่งจุดที่ได้ชื่อมาจากวงการบุหรี่เช่นกัน แต่ที่นี่ไฮไลต์คือแนวต้นลาร์ช (Larch) ที่เรียงตัวเป็นเส้นสวยงามตัดกับฟ้าบนยอดเนิน ช่วงเช้าตรู่แสงอ่อนๆ จะทำให้เงาต้นไม้ยาวและน่าถ่ายรูปมาก
Mild Seven Hill ยังเป็นหนึ่งในจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่เงียบสงบที่สุดในเส้นทางนี้ เพราะอยู่นอกเส้นทางหลักเล็กน้อย นักท่องเที่ยวจึงน้อยกว่าจุดอื่น ถ้าเที่ยวบิเอะ (Biei) อย่างน้อย 1 คืน แนะนำให้ลองมาดูพระอาทิตย์ตกที่นี่

ฟาร์มดอกไม้บนเนินลาดเอียงที่เข้าชมฟรี ไม่ต้องเสียค่าเข้า ทำให้นักท่องเที่ยวที่วางแผนดีจะมาที่นี่ก่อนหรือหลังจุดที่เสียค่าเข้าเพื่อประหยัดงบ
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือปลายมิถุนายนถึงกลางกรกฎาคม เมื่อลาเวนเดอร์และดอกไม้หลากสีบานพร้อมกัน ภาพที่ได้จะเป็นบล็อกสีสดสลับกันบนเนินลาด ดูดีมากในมุมสูงหน่อย และอย่าลืมแวะกินไอศกรีมลาเวนเดอร์ที่ขายอยู่ในฟาร์ม รสชาติดีและถ่ายรูปสวยด้วย
โซนทางใต้ของบิเอะ (Biei) ขึ้นชื่อเรื่องวิวพาโนรามาแบบ 360 องศาที่กว้างกว่าโซนเหนือ เส้นทางนี้เหมาะกับคนที่ชอบภาพวิวกว้าง ๆ มากกว่าการตามล่าต้นไม้เฉพาะต้น และยังมีจุดชมวิวหลายแห่งที่ค่าใช้จ่ายต่างกัน บางแห่งเข้าฟรี บางแห่งมีค่าเข้าชม วางแผนล่วงหน้าช่วยประหยัดได้มาก
ไฮไลต์ที่เป็นภาพที่เห็นบ่อยที่สุดเวลาค้นหาบิเอะ (Biei) ทุ่งดอกไม้บล็อกสีรุ้งขนาดใหญ่บนเนินลาด เปลี่ยนพันธุ์ดอกไม้ตามฤดูกาล ทำให้สีและรูปแบบเปลี่ยนไปทุกครั้งที่มา

ค่าเข้าชมปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 500 เยน (ผู้ใหญ่/อายุ 15 ปีขึ้นไป) และ 300 เยน (เด็กต่ำกว่า 15 ปี) สำหรับการเดินชมทั่วไป ส่วนรถแทรกเตอร์นำเที่ยวรอบเนินคิดค่าบริการเพิ่มต่างหาก หมายเหตุ: ราคาอาจปรับเปลี่ยนตามฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) แนะนำตรวจสอบราคาล่าสุดบนเว็บไซต์ทางการของฟาร์มก่อนเดินทาง
เทคนิคหลีกเลี่ยงฝูงชน: มาก่อน 9 โมงเช้า รถบัสทัวร์คณะใหญ่มักเริ่มทยอยมาตั้งแต่ประมาณ 9:30 น. ถ้ามาถึงเร็วกว่านั้นจะได้ถ่ายรูปพื้นที่กว้าง ๆ โดยไม่มีคนอื่นในเฟรม
จุดแวะพักชมวิวที่คนไม่พลุกพล่านนัก เหมาะกับคนที่อยากหลีกหนีฝูงชนในชิกิไซ มองเห็นทั้งเนินเขาบิเอะ (Biei) และเทือกเขาโทคาจิ (Mt. Tokachi) แบบ 360 องศาในจุดเดียว ภาพที่ได้เป็นสไตล์ Clean & Minimal ที่แต่ละเฟรมดูเรียบสะอาด
เข้าชมฟรี มีจุดจอดรถขนาดเล็ก แนะนำให้แวะในช่วงเช้าหรือบ่ายที่ไม่ใช่ช่วงพีคของทัวร์ เพราะพื้นที่ค่อนข้างเล็กและแน่นได้ง่ายถ้าเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยว

หอศิลป์ภาพถ่ายเมืองบิเอะ (Biei) โดยช่างภาพชั้นครู มาเอดะ ชินโซ (Maeda Shinzo) ผู้บันทึกภาพบิเอะมาหลายสิบปีจนกลายเป็น visual identity ของเมืองนี้ ถ้าอยากเข้าใจว่าทำไมบิเอะถึงสวยมาก แนะนำให้แวะดูงานที่นี่ก่อน
บริเวณรอบหอศิลป์มีจุดถ่ายรูปที่คนไทยชอบมาก คือป่าต้นเบิร์ชสีขาวที่ขึ้นเรียงตัวกันด้านข้าง ลำต้นขาวตัดกับแสงที่ลอดผ่านใบ ได้ภาพสไตล์เกาหลี/ญี่ปุ่นที่ดูดีในทุกฤดูกาล
จุดที่เหมาะกับทริปครอบครัวเป็นพิเศษ มีทั้งหอชมวิวบนยอดเนินที่มองเห็นเมืองบิเอะ (Biei) รอบทิศทาง และฟาร์มปศุสัตว์ที่เปิดให้ทำกิจกรรมใกล้ชิดกับสัตว์ เช่น ม้าโดซังโกะ (Dosanko) แกะ แพะ และอัลปากา
ขึ้นหอคอยชมวิวแล้วจะเข้าใจทันทีว่าทำไมบิเอะ (Biei) ถึงได้ชื่อว่า “เมืองเนินเขา” ภาพที่เห็นรอบทิศคือลูกคลื่นเนินเขาสลับแปลงเกษตรสีต่าง ๆ ต่อเนื่องกันไปจนถึงขอบฟ้า
โซนชิโรกาเนะ (Shirogane) อยู่ห่างจากสถานีบิเอะ (Biei Station) ประมาณ 20 กิโลเมตร เป็นโซนธรรมชาติของเทือกเขาที่มีบรรยากาศต่างจากโซนเนินเขาเกษตร ที่นี่เงียบกว่า เขียวกว่า และมีน้ำตกกับสระน้ำสีฟ้าที่กลายเป็นจุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวทั่วโลก
ถ้ามีภาพหนึ่งที่ทำให้คนอยากมาบิเอะ (Biei) ภาพนั้นคือสระน้ำสีฟ้าชิโนกาเนะที่มีต้นคารามัตสึ (Karamatsu / ต้นสนชนิดผลัดใบ) ยืนต้นตายสีขาวโผล่พ้นน้ำขึ้นมา สีฟ้าแบบนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากแร่ธาตุในน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขาไฟ

ค่าจอดรถปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 500 เยนต่อคัน (ชำระที่เครื่องอัตโนมัติ) การเข้าชมตัวสระน้ำไม่มีค่าเข้า แต่ต้องเดินประมาณ 10-15 นาทีจากที่จอดรถ หมายเหตุ: ราคาอาจมีการปรับเปลี่ยนตามฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season)
ช่วงเวลาที่น้ำสีฟ้าสวยที่สุดคือช่วงสายถึงเที่ยง เมื่อแสงแดดตกกระทบน้ำในมุมที่พอดี สีจะจัดและสะท้อนเงาต้นไม้ชัดที่สุด ถ้ามาเช้าเกินไปหรือมาตอนเย็นสีจะจางกว่า

ชื่อแปลตรงตัวว่า “หนวดขาว” เพราะน้ำตกสายเล็ก ๆ หลายสายไหลออกมาจากหน้าผาหินโดยตรงลงสู่แม่น้ำบิเอะ (Biei River) สีฟ้าใส ทำให้ดูเหมือนหนวดยาวสีขาวของภูเขา
จุดชมวิวที่ดีที่สุดอยู่บนสะพานเหล็กที่มองลงไปเห็นทั้งน้ำตกและแม่น้ำสีฟ้าด้านล่าง มุมนี้ถ่ายออกมาได้ภาพที่ดูทรงพลังและอลังการมาก แนะนำให้มาช่วงเช้าก่อนทัวร์เต็ม
บริเวณชิโรกาเนะมีที่พักและออนเซนจากน้ำพุร้อนธรรมชาติหลายแห่ง เหมาะมากสำหรับคนที่วางแผนพักค้างคืนในบิเอะ (Biei) เพราะนอกจากจะได้แช่น้ำแร่ผ่อนคลายหลังเดินเที่ยวทั้งวันแล้ว ยังได้สัมผัสบรรยากาศเรียวกังในป่าเขาที่ต่างจากออนเซนในเมือง
สำหรับคนที่ไม่ได้พักค้างคืน บางแห่งเปิดให้แช่ออนเซนแบบ Day-trip ได้ แนะนำให้โทรสอบถามล่วงหน้าเพราะแต่ละที่นโยบายต่างกัน

ในช่วงฤดูหนาว (โดยปกติระหว่างเดือนธันวาคม-มีนาคม) สระน้ำสีฟ้าและน้ำตกหนวดขาวจะมีการจัดไฟประดับ Light-up ยามค่ำคืน ทำให้บรรยากาศรอบสระน้ำกลายเป็นราวกับโลกแฟนตาซี สีน้ำเงินของสระบวกกับแสงไฟที่ส่องต้นไม้ยืนตายทำให้ได้ภาพที่ไม่เหมือนที่ไหนในฮอกไกโด
ตารางเวลาและวันจัด Light-up จะประกาศทุกปี แนะนำตรวจสอบล่วงหน้าบนเว็บไซต์ทางการของเมืองบิเอะ (Biei) อุณหภูมิช่วงนั้นอยู่ที่ประมาณ -10 ถึง -20 องศา เตรียมเสื้อกันหนาวระดับหนามาก หมวก ถุงมือ และรองเท้ากันลื่นให้ครบ
บิเอะ (Biei) ไม่ใช่แค่วิวสวย แต่ผลผลิตทางการเกษตรที่นี่ก็ขึ้นชื่อระดับประเทศ มันฝรั่ง ข้าวโพด และนมโคสดจากบิเอะ ถูกนำไปแปรรูปเป็นเมนูที่หากินได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น พลาดไปก็ต้องบินกลับมาใหม่
Michi-no-Eki หรือจุดพักรถริมทางสไตล์ญี่ปุ่นที่อยู่ใจกลางเมือง ตัวอาคารเป็นสไตล์โรงสีหินคลาสสิกที่ดูเป็นเอกลักษณ์ ข้างในมีร้านขายของฝาก ร้านอาหาร และศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว
ของฝากขึ้นชื่อคือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันฝรั่งบิเอะ (Biei) เช่น มันฝรั่งชุบเนยย่าง ชิปส์มันฝรั่งรสต่าง ๆ และซอสมันฝรั่งที่เอาไปปรุงอาหารต่อได้ รวมถึงไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟรสท้องถิ่นที่ต้องลอง

จุดแวะพักท่ามกลางป่าธรรมชาติบนเส้นทางไปสระน้ำสีฟ้า มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านขายของที่ระลึก ที่น่าสนใจคือมีจอแสดงสภาพการจราจรและความแออัดของแหล่งท่องเที่ยวแบบ Real-time ช่วยให้วางแผนเวลาได้แม่นยำขึ้น
มีมุมถ่ายรูปสวยๆ รอบอาคารด้วย บรรยากาศป่าและสถาปัตยกรรมที่กลมกลืนกับธรรมชาติทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่จุดพักรถ แต่เป็นจุดถ่ายรูปด้วย
เมื่อมาเยือนเมืองบิเอะ (Biei) นอกจากการชมวิวเนินเขาและทุ่งดอกไม้แล้ว ไฮไลต์สำคัญที่ไม่ควรพลาดคือการลิ้มลองอาหารท้องถิ่นที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่จากฟาร์มในเมืองบิเอะ ทั้งเนื้อสัตว์ แป้งสาลี และผักท้องถิ่น โดยมีเมนูและร้านยอดนิยมที่ห้ามพลาดดังนี้

สมาคมการเกษตรบิเอะ (JA Biei) มีร้านสาขาในตัวเมืองที่ขายผลิตภัณฑ์โดยตรงจากเกษตรกรท้องถิ่น เมนูเด่นคือนมสดแท้ที่รสชาติเข้มข้นกว่านมกล่องทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งซอฟต์เสิร์ฟรสนมสดที่ใช้นมเดียวกันมาทำ ที่นอกจากนั้นยังมีขนมปังหรือพุดดิ้งที่ทำจากนมและแป้งสาลีท้องถิ่น ซึ่งสามารถหาทานได้ตามคาเฟ่ในตัวเมือง หรือจุดแวะพักริมทาง
ถ้ามาในช่วงที่ข้าวโพดบิเอะ (Biei) กำลังออกผล (ประมาณกรกฎาคม – สิงหาคม) ต้องลองข้าวโพดสดย่างหรือต้มที่ขายตามแผงริมถนนด้วย หวานและนุ่มแบบที่ไม่เจอในกรุงเทพฯ แน่นอน

ร้านระดับตำนานและเป็นแลนด์มาร์กด้านอาหารของบิเอะ (Biei) เมนูเด็ดที่ทุกคนต้องสั่งคือข้าวหน้ากุ้งทอด (Ebi Fry) ที่ใช้กุ้งตัวใหญ่ เนื้อแน่นกรุบ ชุบแป้งขนมปังทอดจนกรอบสีเหลืองทอง ไม่อมน้ำมัน ราดด้วยซอสสูตรพิเศษรสเค็มหวานกลมกล่อม จนคนยอมต่อคิวยาว นอกจากกุ้งไซส์ใหญ่เนื้อแน่นเด้งสู้ฟันแล้ว ข้าวด้านล่างยังเป็นข้าวสายพันธุ์ดีของฮอกไกโด (เช่น พันธุ์ Nanatsuboshi หรือ Yumepirika) ที่หุงออกมาเมล็ดสวย นุ่ม เหนียวหนึบกำลังดี เมื่อข้าวร้อน ๆ ผสานกับซอสสูตรลับที่ไหลซึมลงมาจากกุ้งทอด แค่ทานข้าวเปล่ากับซอสก็อร่อยจนหยุดไม่ได้

เมืองบิเอะ (Biei) มีเมนูขึ้นชื่อประจำเมืองคือ “Biei Curry Udon” หรืออุด้งแกงกะหรี่ รวมถึงข้าวแกงกะหรี่หมูทอด ซึ่งร้าน Daimaru เป็นร้านอาหารสไตล์ครอบครัวท้องถิ่นที่ทำเมนูนี้ได้ยอดเยี่ยม จุดเด่นอยู่ที่การใช้เนื้อหมูบิเอะคุณภาพดี ชิ้นหนา นุ่มชุ่มฉ่ำ ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน แกงกะหรี่รสเข้มข้น และบางเมนูใช้เส้นอุด้งที่ทำจากแป้งสาลีพันธุ์ “คิตะโนะคาโอริ” (Kita no Kaori) ที่ปลูกในเมืองบิเอะโดยเฉพาะ เส้นจึงเหนียวนุ่มหนึบ ส่วนน้ำแกงกะหรี่ผสมผสานระหว่างเครื่องเทศรสเข้มข้นกับน้ำซุปดาชิสไตล์ญี่ปุ่น โดยเคี่ยวร่วมกับหัวหอมใหญ่บิเอะและผักท้องถิ่นรสหวานจนได้น้ำแกงที่เนื้อเนียน ข้นกำลังดี รสชาติกลมกล่อม

บิเอะ (Biei) ตั้งอยู่ใกล้กับเทือกเขาโทคาจิ (Mt. Tokachi) ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ ผืนดินบนเนินเขาของบิเอะจึงเป็นดินภูเขาไฟ (Volcanic Soil) ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุเข้มข้น นอกจากนี้แหล่งน้ำที่ใช้ในฟาร์มยังเป็นน้ำที่ละลายจากหิมะบนยอดเขา ไหลผ่านชั้นหินแร่ธาตุ (เป็นแหล่งน้ำเดียวกับที่ทำให้เกิดสระน้ำสีฟ้า Blue Pond) ทำให้พืชผักที่นี่ได้รับสารอาหารบริสุทธิ์ตั้งแต่ราก
ในหน้าร้อนของบิเอะ (Biei) กลางวันแดดจัด ทำให้พืชสังเคราะห์แสงและสะสมน้ำตาลได้เต็มที่ แต่พอตกกลางคืน อากาศจะเย็นฮวบลงอย่างรวดเร็ว ความหนาวนี้ทำให้พืช “หยุดการเจริญเติบโตชั่วคราว” เพื่อกักเก็บพลังงาน ผลลัพธ์คือน้ำตาลและสารอาหารทั้งหมดจะถูกล็อกไว้ในผลผลิต ทำให้มันฝรั่งและข้าวโพดของบิเอะหวานฉ่ำและเนื้อเนียนนุ่มกว่าที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด
ถ้าสังเกตวิวเนินเขาที่เป็นผ้าห่มหลากสี (Patchwork) นั่นไม่ใช่แค่เพื่อความสวยงาม แต่เป็นภูมิปัญญาของชาวบิเอะ (Biei) ที่จะไม่ปลูกพืชชนิดเดิมซ้ำในดินเดิมทุกปี แต่จะหมุนเวียนปลูกมันฝรั่ง ข้าวสาลี บีทรูท และถั่ว สลับกันไป รวมถึงมีปีที่ปล่อยให้ดินว่างเพื่อปลูกหญ้าให้ดินได้พักฟื้น แร่ธาตุในดินจึงไม่เสื่อมสลาย ผักที่โตจากดินสมบูรณ์จึงอร่อยแบบไร้ที่ติ
Biei บิเอะ
| ที่อยู่ | 1-chōme-1 Motomachi, Biei, Kamikawa District, Hokkaido 071-0208 |
| วิธีเดินทาง | นั่งรถไฟมาลงยังสถานี JR Takanawa Gateway |
| เวลาทำการ | เยี่ยมชมเมืองได้ทั้งวัน |
| ราคา | เข้าชมฟรี |
| Website | Biei บิเอะ |
บิเอะ (Biei) เป็นเมืองเล็กๆ สุดเสน่ห์ในฮอกไกโดที่ขึ้นชื่อเรื่องทัศนียภาพทางธรรมชาติอันงดงามราวกับภาพวาด ไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดคือ เส้นทางสายพานอรามา (Panorama Road) และ เส้นทางสายแพตช์เวิร์ก (Patchwork Road) ที่คุณจะได้ตัดผ่านทุ่งนาและเนินเขาลาดชัน สลับเฉดสีสันของพืชพรรณต่างๆ อย่างลงตัวเหมือนผ้าห่มผืนยักษ์ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของ สระน้ำสีฟ้า (Shirogane Blue Pond) อันโด่งดังที่มีน้ำสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ประกายระยิบระยับตัดกับตอไม้สูงชะลูด รวมถึงต้นไม้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากโฆษณาญี่ปุ่น เช่น ต้นเคนและแมรี่ (Ken and Mary Tree) ทำให้เมืองนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของนักเดินทางที่รักความเงียบสงบ การถ่ายภาพ และอยากสัมผัสความสโลว์ไลฟ์ท่ามกลางธรรมชาติอย่างแท้จริง

Blogger : Yuri
Position : เดินป่าเจาะประวัติศาสตร์ อ่านขาดเรื่องธุรกิจ: บันทึกญี่ปุ่นฉบับจริงใจ ของนักเดินทางที่รักการเรียนรู้มากกว่าภาพสวย
นักเขียนผู้หลงใหลในรากเหง้าทางวัฒนธรรมและพลวัตทางธุรกิจของญี่ปุ่น ผมเน้นการถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านมุมมองที่หลากหลาย ตั้งแต่การสำรวจเมืองเก่า การพิชิตยอดเขา ไปจนถึงการวิเคราะห์ Consumer Insight ในซุปเปอร์มาร์เก็ตและตลาดสินค้าเฉพาะทาง ผมมีความตั้งใจที่จะส่งต่อสาระความรู้จากโลกกว้างผ่านงานเขียนที่อ่านง่ายแต่มีมิติ เพื่อให้การท่องเที่ยวครั้งต่อไปของคุณ...มีความหมายมากกว่าที่เคย
Police
110
Ambulance
119
AMDA International Medical Information Center
03-6233-9266
สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว
090-4435-7812
สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซาก้า
090-1895-0987
สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟุกุโอกะ
090-2585-3027 หรือ 090-9572-1515