อัปเดตพิกัดเที่ยว บิเอะ Biei เมืองเนินเขาแห่งฮอกไกโด สวยสะกดใจ ครบทั้งจุดเช็คอินและเมนูดัง

รวมข้อมูลเที่ยวบิเอะ Biei ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่สระน้ำสีฟ้า เส้นทาง Patchwork Road ทุ่งดอกไม้ชิกิไซ ไปจนถึงเทคนิคจอง E-Bike และหลีกเลี่ยงฝูงชน เที่ยวได้ทุกฤดู
Contents Index
  1. 1 คัมภีร์เตรียมตัวก่อนไป Biei: เที่ยวอย่างไรให้สนุก
  2. 2 ทำไมใครๆ ก็หลงรัก “บิเอะ” เมืองแห่งเนินเขาและทุ่งดอกไม้ที่สวยทุกฤดู
    1. 2.1 ฤดูกาลแนะนำของเมืองบิเอะ
      1. 2.1.1 ฤดูใบไม้ผลิ (พฤษภาคม) ใบไม้เริ่มผลิบานสีเขียวชื่นตา
      2. 2.1.2 ฤดูร้อน (มิถุนายน – สิงหาคม): ช่วงเวลาแห่งสีสันและทุ่งดอกไม้
      3. 2.1.3 ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-ตุลาคม) ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี
      4. 2.1.4 ฤดูหนาว (ธันวาคม – กุมภาพันธ์): ดินแดนหิมะขาวโพลนสุดโรแมนติก
  3. 3 เรื่องน่ารู้ก่อนเที่ยวบิเอะ (Biei)
    1. 3.1 มารยาทการถ่ายภาพและจุดยืนที่ปลอดภัย (ไม่บุกรุกแปลงเกษตร)
    2. 3.2 เลือกวิธีเดินทางที่ใช่: เดินทางไป-กลับและท่องเที่ยวรอบเมืองบิเอะแบบประหยัดแรง
      1. 3.2.1 การเดินทางจากซัปโปโรและอาซาฮิกาวะมายังสถานีบิเอะ (Biei Station)
  4. 4 วิธีเที่ยวรอบเมืองบิเอะ (Biei)
    1. 4.1 การเช่ารถขับเอง (วิธีที่ดีที่สุดและยืดหยุ่นที่สุด)
    2. 4.2 การปั่นจักรยาน (เหมาะสำหรับหน้าร้อนและสายชิล)
    3. 4.3 การนั่งรถบัสท่องเที่ยว Biei View Bus (สะดวก สบาย ไม่ต้องแพลนเอง)
    4. 4.4 การนั่งรถไฟท่องเที่ยว Twinkle Bus / ขบวน Norokko Train (เฉพาะหน้าร้อน)
    5. 4.5 การใช้บริการรถแท็กซี่นำเที่ยว (เหมาะสำหรับคนมีงบและเวลาน้อย)
    6. 4.6 เที่ยวรอบเนินเขาด้วย “จักรยานไฟฟ้า” (E-Bike): เช่าที่ไหน ปั่นไหวไหม?
    7. 4.7 สะดวกสบายสไตล์คนขับรถไม่เป็น: รถบัสท่องเที่ยวและแท็กซี่นำเที่ยว (Biei Hire)
  5. 5 แจกแผนเที่ยว One-day Loop: จัดการเวลา บิเอะ-ฟูราโน่ ไม่ให้แน่นจนเป็นทริปชะโงกทัวร์
  6. 6 เจาะลึกเส้นทางแพทช์เวิร์ก (Patchwork Road): ตามล่าต้นไม้ชื่อดังและเนินเขาหลากสี
    1. 6.1 เนินเซรุบุ (Zerubu Hill)
    2. 6.2 ต้นไม้ของเคนและแมรี่ (Ken & Mary Tree)
    3. 6.3 ต้นไม้เจ็ดดาว (Seven Star Tree)
    4. 6.4 เนินมายด์เซเว่น (Mild Seven Hill)
    5. 6.5 ฟาร์มคันโนะ (Kanno Farm)
  7. 7 ตะลุยเส้นทางพาโนรามา (Panorama Road): วิวกว้างสุดสายตาและทุ่งดอกไม้ 5 สี
    1. 7.1 เนินสี่ฤดู ชิกิไซโนะโอกะ (Shikisai Hill) — อัปเดตปี 2026
    2. 7.2 หอชมวิวซันไอกะโนะโอกะ (Sanai-no-oka Viewpoint)
    3. 7.3 หอศิลปะทาคุชินกัน (Takushinkan Photo Gallery)
    4. 7.4 เนินคิยะอุชิ (Chiyoda Hill & Farm)
  8. 8 โซนชิโรกาเนะ (Shirogane): มนต์เสน่ห์แห่งน้ำสีฟ้า ออนเซน และแสงไฟยามค่ำคืน
    1. 8.1 สระน้ำสีฟ้า (Shirogane Blue Pond)
    2. 8.2 น้ำตกหนวดขาว (Shirahige Waterfall)
    3. 8.3 หมู่บ้านออนเซนชิโรกาเนะ (Shirogane Onsen)
    4. 8.4 โรแมนติกยามค่ำคืน: กิจกรรมชมไฟประดับฤดูหนาว (Blue Pond Light-up)
  9. 9 ลิ้มลองรสชาติท้องถิ่น: ของดีสมาคมการเกษตรและแวะพักที่ต้องเช็คอิน
    1. 9.1 จุดพักรถริมทาง 道の駅 Biei “Oka no Kura”
    2. 9.2 ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว Biei “Shirogane Birke”
  10. 10 เมนูอร่อยแนะนำ ในเมืองบิเอะ (Biei)
    1. 10.1 1. นมสดแท้ ซอฟต์เสิร์ฟ ข้าวโพด ขนมปังและพุดดิ้งจาก JA Biei
    2. 10.2 2. ข้าวหน้ากุ้งทอด ร้าน Cafe Junpei
    3. 10.3 3. ข้าวแกงกะหรี่หมูทอดบิเอะ ร้าน Family Restaurant Daimaru
  11. 11 ความลับทางธรรมชาติที่ทำให้ผลผลิตของบิเอะ “อร่อยต่างจากเมืองอื่น”
    1. 11.1 1. ปุ๋ยธรรมชาติจากภูเขาไฟ และแม่น้ำสารอาหารสูง
    2. 11.2 2. สภาพอากาศ “กลางวันร้อน-กลางคืนหนาวจัด”(อุณหภูมิที่ต่างกันสุดขั้ว)
    3. 11.3 3. ระบบ “เกษตรกรรมหมุนเวียน” (Crop Rotation) ที่ทำให้ดินได้พัก
  12. 12 สรุป

คัมภีร์เตรียมตัวก่อนไป Biei: เที่ยวอย่างไรให้สนุก

ถ้าพูดถึงฮอกไกโดแล้วนึกแค่ซัปโปโรหรือโอตารุ ต้องบอกว่าพลาดสิ่งที่ดีที่สุดไปค่อนข้างมาก เมืองบิเอะ (Biei) อยู่ห่างจากอาซาฮิกาวะ (Asahikawa) ประมาณ 25 กิโลเมตร เป็นเมืองเกษตรกรรมขนาดเล็กที่ซ่อนวิวเนินเขาลูกคลื่นสลับแปลงพืชสีสวยเอาไว้อย่างลงตัว บรรยากาศเงียบสงบ อากาศดี ไม่มีความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ถ้าชอบถ่ายรูปหรือแค่อยากได้ภาพที่ดูเป็นญี่ปุ่นมาก ๆ บิเอะตอบโจทย์ได้ทุกช็อต

บ้านหลังคาแดงกลางทุ่งบนเส้นทางแพตช์เวิร์ก (Patchwork Road) ภาพจำคลาสสิกของเมืองบิเอะ

ทำไมใครๆ ก็หลงรัก “บิเอะ” เมืองแห่งเนินเขาและทุ่งดอกไม้ที่สวยทุกฤดู

จุดเด่นของบิเอะ (Biei) ที่ทำให้แตกต่างจากที่อื่นคือภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาต่อเนินเขา ทำให้ทุ่งเกษตรที่ปกติดูธรรมดากลายเป็นภาพวาดสามมิติที่เปลี่ยนไปตามมุมมอง บวกกับแสงธรรมชาติที่แตกต่างในแต่ละฤดูกาล ทั้งทุ่งลาเวนเดอร์และดอกไม้หลากสีในหน้าร้อน ใบไม้เปลี่ยนสีสดใสในฤดูใบไม้ร่วง และผืนหิมะขาวกว้างในฤดูหนาว ทำให้มาบิเอะกี่ครั้งก็ไม่เหมือนเดิม

สไตล์การเที่ยวบิเอะ (Biei) เป็นแบบ “มินิมอล” ไม่มีห้างหรือสวนสนุก แต่ถ้าชอบสัมผัสธรรมชาติ ถ่ายรูปวิวทุ่ง และนั่งชิลล์ดูพระอาทิตย์ตกดิน นี่คือสวรรค์สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่อยากได้ภาพแตกต่างจากที่เที่ยวทั่วไปในญี่ปุ่น

ภาพ: วิวเนินเขาแพตช์เวิร์กหลากสีของบิเอะ (Biei) เมื่อมองจากมุมสูง  | ที่มา: Wikimedia Commons (CC BY 2.5) — https://commons.wikimedia.org/wiki/File:140724_Biei_Hokkaido_Japan01s8.jpg

ฤดูกาลแนะนำของเมืองบิเอะ


เมืองบิเอะ (Biei) มีเสน่ห์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแต่ละฤดู เรียกว่าเป็นเมืองที่มาเที่ยวได้ตลอดปี ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากเห็นภาพบิเอะในเวอร์ชันไหนครับ โดยสองฤดูกาลที่ถือเป็น “ช่วงพีคที่สุด” และสวยงามที่สุด มีดังนี้

ฤดูใบไม้ผลิ (พฤษภาคม) ใบไม้เริ่มผลิบานสีเขียวชื่นตา

ช่วงเริ่มละลายหิมะ ทุ่งนาเริ่มเตรียมดิน เห็นเป็นริ้วลายสีน้ำตาลตัดเขียว อากาศสดชื่นและคนไม่หนาแน่น

ฤดูร้อน (มิถุนายน – สิงหาคม): ช่วงเวลาแห่งสีสันและทุ่งดอกไม้

นี่คือช่วงที่ฮอตฮิตที่สุดของบิเอะ (Biei) ทุ่งนาและเนินเขาที่เคยแห้งแล้งจะกลับมาเขียวขจี สลับเฉดสีด้วยทุ่งดอกไม้นานาพันธุ์ราวกับภาพวาด เนินเขาจะกลายเป็นผ้าห่มแพตช์เวิร์กผืนยักษ์ โดยเฉพาะที่ Shikisai no Oka (เนินสี่ฤดู) ที่จะเห็นดอกไม้ปลูกเรียงเป็นแนวขนานสลับสีอย่างสวยงาม อากาศช่วงนี้ยังเย็นสบาย (ประมาณ 20–25 องศาเซลเซียส) เหมาะกับการปั่นจักรยานชมเนินเขามาก

ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-ตุลาคม) ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

นินเขาเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม แดง และน้ำตาล เป็นช่วงที่ป่าเปลี่ยนสีได้งดงาม แฝงความเหงาและโรแมนติกไปอีกแบบ

ฤดูหนาว (ธันวาคม – กุมภาพันธ์): ดินแดนหิมะขาวโพลนสุดโรแมนติก

หากชอบความเงียบสงบ ความโรแมนติก และทัศนียภาพแบบมินิมอล น้อยแต่มาก นิ่งสงบแต่ทรงพลัง ฤดูหนาวคือคำตอบ เมืองทั้งเมืองจะถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวหนานุ่มจนดูเหมือนปุยเมฆ ต้นไม้โดดเดี่ยวบนเนินเขา (เช่น Ken & Mary Tree) จะยืนต้นท่ามกลางลานหิมะกว้างสุดลูกหูลูกตา และไฮไลต์สำคัญคือ Shirogane Blue Pond (สระน้ำสีฟ้า) ที่ในตอนกลางคืนจะมีการเปิดไฟไลต์อัพ (Illumination) แสงไฟส่องกระทบหิมะและตอไม้กลางสระ ให้บรรยากาศลึกลับชวนฝันเหมือนหลุดเข้าไปในเทพนิยาย

ภาพ: บรรยากาศฤดูหนาวของบิเอะ (Biei) ต้นไม้โดดเดี่ยวกลางทุ่งหิมะขาวโพลน  | ที่มา: Wikimedia Commons (CC BY 3.0) — https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Blue_Sky_And_White_World_(131608635).jpeg

เรื่องน่ารู้ก่อนเที่ยวบิเอะ (Biei)

มารยาทการถ่ายภาพและจุดยืนที่ปลอดภัย (ไม่บุกรุกแปลงเกษตร)

บิเอะเป็นเมืองเกษตรกรรมจริงๆ ไม่ใช่พาร์คหรือสวนสาธารณะ ฉะนั้นแปลงทุ่งดอกไม้สวยๆ ที่เห็นในรูปส่วนใหญ่คือที่ดินทำกินของเกษตรกรท้องถิ่น เจ้าของเขาเคยใจดีปล่อยให้คนเข้ามาถ่ายรูป แต่เพราะนักท่องเที่ยวบางส่วนเหยียบย่ำต้นไม้และทิ้งขยะ ทำให้ช่วงหลังมีการติดป้ายห้ามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

กฎง่ายๆ คือ ถ้าไม่มีทางเท้าหรือเส้นทางชัดเจน อย่าก้าวเข้าไป ยืนถ่ายรูปจากขอบถนนหรือพื้นที่สาธารณะได้ มุมสวยๆ ยังมีอีกเยอะโดยไม่ต้องบุกรุก นอกจากจะไม่ผิดกฎแล้ว ยังได้ภาพที่มีระยะ depth สวยกว่าด้วย

สำหรับจุดที่เข้าได้อย่างถูกต้อง เช่น ฟาร์มคันโนะ หรือเนินชิกิไซ มักมีป้ายแสดงเส้นทางชัดเจน ทำตามนั้นก็ถ่ายรูปได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวล

ภาพ: สถานีบิเอะ (Biei Station) จุดเริ่มต้นการเดินทางท่องเที่ยวในเมือง  | ที่มา: Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0) — https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Biei_station_20230712_03.jpg

เลือกวิธีเดินทางที่ใช่: เดินทางไป-กลับและท่องเที่ยวรอบเมืองบิเอะแบบประหยัดแรง

บิเอะเป็นเมืองที่รถยนต์สะดวกที่สุด แต่นักท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่ไม่ขับรถ ฉะนั้นต้องวางแผนเรื่องการเดินทางให้ดีเพื่อไม่ให้เสียเวลาหรือเสียเงินเกินจำเป็น

การเดินทางจากซัปโปโรและอาซาฮิกาวะมายังสถานีบิเอะ (Biei Station)

จากซัปโปโร: นั่ง JR Limited Express ไปอาซาฮิกาวะ ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง แล้วต่อรถไฟสาย Furano Line ไปสถานีบิเอะอีกประมาณ 30 นาที รวมเวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง

จากอาซาฮิกาวะ: นั่งรถไฟสาย Furano Line ตรงไปสถานีบิเอะ ประมาณ 30 นาที เที่ยวรถค่อนข้างห่างกัน โดยเฉพาะช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว แนะนำเช็กตารางเวลาล่วงหน้าจาก JR Hokkaido อย่างน้อย 1 วัน

สำหรับตั๋ว JR Hokkaido Rail Pass คุ้มค่ามากถ้าวางแผนเที่ยวหลายเมืองในฮอกไกโด โดยเฉพาะแพ็กเกจ 5 วันหรือ 7 วัน ซื้อล่วงหน้าจากไทยได้ราคาดีกว่าซื้อในญี่ปุ่น

วิธีเที่ยวรอบเมืองบิเอะ (Biei)

การเดินทางท่องเที่ยวภายในเมืองบิเอะ (Biei) มีให้เลือกหลายวิธีตามสไตล์การเที่ยวและฤดูกาล เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวและจุดเช็คอินแต่ละแห่งตั้งอยู่กระจายกันตามเนินเขา โดยมีวิธีหลัก ๆ ที่นักท่องเที่ยวนิยมใช้ดังนี้

การเช่ารถขับเอง (วิธีที่ดีที่สุดและยืดหยุ่นที่สุด)

เป็นวิธีที่แนะนำที่สุดสำหรับผู้ที่มาเป็นกลุ่ม มีกระเป๋าใบใหญ่ หรือต้องการเก็บจุดเช็คอินบนเนินเขาให้ครบถ้วน

  • ข้อดี: สามารถเดินทางไปยังสถานที่ที่รถสาธารณะไปไม่ถึงได้ง่าย เช่น เส้นทางสายพานอรามา (Panorama Road) และเส้นทางสายแพตช์เวิร์ก (Patchwork Road) แวะถ่ายรูปต้นไม้ชื่อดังต่างๆ ได้ตามใจชอบ และสลับไปเที่ยว สระน้ำสีฟ้า (Shirogane Blue Pond) ได้อย่างสะดวก
  • การนำทาง: ใช้ระบบ Mapcode หรือเบอร์โทรศัพท์พิมพ์ลงใน GPS ของรถเช่า จะนำทางได้แม่นยำมากแม้ในจุดที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตเข้าไม่ถึง

การปั่นจักรยาน (เหมาะสำหรับหน้าร้อนและสายชิล)

รอบๆ สถานีรถไฟ Biei (Biei Station) จะมีร้านให้บริการเช่าจักรยานอยู่หลายร้าน เป็นกิจกรรมยอดฮิตในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิ

  • ประเภทจักรยาน: แนะนำให้เลือกเช่า จักรยานไฟฟ้า (Electric Bicycle / Cycle-Motor) เท่านั้น เพราะภูมิประเทศของบิเอะเป็นเนินเขาสูงต่ำสลับกันตลอดทาง หากใช้จักรยานธรรมดาจะเหนื่อยมาก
  • เส้นทางยอดนิยม: สามารถปั่นเที่ยวไปตามเส้นทาง Patchwork Road ชมต้นไม้เซเว่นสตาร์ (Seven Stars Tree) หรือต้นเคนและแมรี่ (Ken and Mary Tree) ได้ในระยะทางประมาณ 10-15 กิโลเมตร

การนั่งรถบัสท่องเที่ยว Biei View Bus (สะดวก สบาย ไม่ต้องแพลนเอง)

ทางสมาคมท่องเที่ยวเมืองบิเอะจะมีบริการรถบัสพาเที่ยวที่ชื่อว่า “Biei View Bus” วิ่งให้บริการ (ส่วนใหญ่จะเปิดบริการในฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และช่วงหน้าหนาวบางช่วง)

  • รูปแบบ: รถบัสจะพาออกจากหน้า สถานีรถไฟ Biei (Biei Station) แวะตามไฮไลท์สำคัญๆ เช่น เนินสี่ฤดู (Shikisai no Oka), สระน้ำสีฟ้า (Shirogane Blue Pond) และน้ำตกชิโรฮิเกะ (Shirohinge Waterfall) โดยจะให้เวลาลงไปเดินเล่นถ่ายรูปรอบละ 15-30 นาที ก่อนจะพากลับมาส่งที่สถานี
  • ข้อดี: เหมาะสำหรับคนที่ไม่ขับรถและอยากเก็บแลนด์มาร์กหลักๆ แบบเวลาน้อย (จำเป็นต้องจองตั๋วล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ท่องเที่ยวของบิเอะ)


การนั่งรถไฟท่องเที่ยว Twinkle Bus / ขบวน Norokko Train (เฉพาะหน้าร้อน)

ภาพ: รถไฟชมวิว Furano–Biei Norokko Train เปิดหน้าต่างรับลมผ่านทุ่งนาและเนินเขา  | ที่มา: Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0) — https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Furano_Biei_Norokko_20230711_01.jpg

ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหลัก (ประมาณเดือนมิถุนายน – ตุลาคม) JR Hokkaido จะมีรถไฟขบวนพิเศษและรถบัสเชื่อมต่อให้บริการ

  • Furano Biei Norokko Train: รถไฟท่องเที่ยวแบบเปิดหน้าต่างโล่งรับลม วิ่งช้าๆ ผ่านวิวทุ่งนาและเนินเขาที่สวยงาม ระหว่างสถานี Asahikawa – Biei – Furano
  • Twinkle Bus: รถบัสทัวร์ของ JR ที่ต้องซื้อควบคู่กับตั๋วรถไฟ JR พาเที่ยวชมจุดสำคัญรอบๆ เมือง

การใช้บริการรถแท็กซี่นำเที่ยว (เหมาะสำหรับคนมีงบและเวลาน้อย)

ที่หน้าสถานีบิเอะ (Biei Station) มีจุดจอดแท็กซี่ ซึ่งส่วนใหญ่มีบริการ “Taxi Tour” จัดเป็นแพ็กเกจนำเที่ยวแบบเหมาตามชั่วโมง (เช่น คอร์ส 1 หรือ 2 ชั่วโมง) พาตระเวนถ่ายรูปตามจุดยอดฮิต

  • ข้อดี: คนขับชำนาญเส้นทาง รู้มุมถ่ายรูปสวย ๆ เหมาะมากสำหรับผู้สูงอายุ หรือการมาเที่ยวช่วงฤดูหนาวที่ถนนลื่นและขับรถเองลำบาก

คำแนะนำเพิ่มเติม: ถ้ามาช่วง “ฤดูหนาว” แนะนำให้เลือกวิธีเช่ารถขับ (ถ้าชำนาญการขับบนหิมะ), ซื้อทัวร์บัส หรือเหมาแท็กซี่ จะปลอดภัยและสะดวกที่สุดครับ เพราะการเดินเท้าหรือปั่นจักรยานจะไม่สามารถทำได้เนื่องจากหิมะหนาและอากาศหนาวจัด

เที่ยวรอบเนินเขาด้วย “จักรยานไฟฟ้า” (E-Bike): เช่าที่ไหน ปั่นไหวไหม?

นี่คือคำถามที่คนสงสัยมากที่สุดเวลาวางแผนเที่ยวบิเอะ (Biei) เพราะเห็นรูปเนินเขาสูงแล้วก็ถามว่า “ปั่นจักรยานธรรมดาขึ้นไหวไหม?” คำตอบสำหรับจักรยานธรรมดาคือยาก แต่สำหรับ E-Bike คือไหวสบายมาก

E-Bike หรือจักรยานไฟฟ้าแบบช่วยปั่น มีระบบมอเตอร์ที่ช่วยลดแรงต้านเวลาปั่นขึ้นเนินโดยอัตโนมัติ เจ้าของร้านเช่าส่วนใหญ่บอกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายเลยก็ยังขึ้นเนินสูงชันได้สบาย เพราะมอเตอร์รับภาระส่วนใหญ่ไว้

ร้านเช่า E-Bike มีหลายร้านรอบสถานีบิเอะ (Biei Station) ราคาเริ่มต้นประมาณ 600 เยนต่อชั่วโมง หรือราว 1,500–3,000 เยนต่อวัน ขึ้นอยู่กับรุ่นและร้าน แนะนำให้จองล่วงหน้าในช่วงฤดูท่องเที่ยว (มิถุนายน – กันยายน) เพราะจักรยานหมดเร็ว

สะดวกสบายสไตล์คนขับรถไม่เป็น: รถบัสท่องเที่ยวและแท็กซี่นำเที่ยว (Biei Hire)

สำหรับคนที่ไม่ขับรถและไม่อยากปั่นจักรยาน บิเอะ (Biei) มีรถไฟท้องถิ่น (Local Train) สาย Furano Line ที่วิ่งผ่านตลอดทั้งปี และรถบัสท่องเที่ยวตามฤดูกาลที่เชื่อมจุดท่องเที่ยวหลักในพื้นที่ได้สะดวก

อีกตัวเลือกที่ได้รับความนิยมในกลุ่มที่มาเป็นกลุ่มคือ Biei Hire บริการแท็กซี่นำเที่ยวแบบส่วนตัว คนขับจะพาไปครบทุกจุดตามแผนที่กำหนด มีแพ็กเกจรายชั่วโมงและแบบเต็มวัน ถ้ามา 4–5 คน ค่าใช้จ่ายต่อหัวแทบไม่ต่างจากค่ารถบัส แต่ได้ความสะดวกและยืดหยุ่นมากกว่า

ภาพ: รถไฟท้องถิ่นสาย Furano Line ที่วิ่งผ่านบิเอะ (Biei) ตลอดทั้งปี  | ที่มา: Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0) — https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Kiha150-7_LocalAsahikawa_Biei_20130210.jpg

แจกแผนเที่ยว One-day Loop: จัดการเวลา บิเอะ-ฟูราโน่ ไม่ให้แน่นจนเป็นทริปชะโงกทัวร์

สำหรับคนที่มีเวลา 1 วันเต็มและต้องการเก็บทั้งบิเอะและฟูราโน่ นี่คือตัวอย่างแผน Timeline ที่ทดสอบแล้วว่าทำได้จริง:

07:30 — ถึงสถานีบิเอะ รับจักรยาน E-Bike (หรือรับ Biei Hire)

08:00-10:30 — Patchwork Road: Ken & Mary Tree, Seven Star Tree, Mild Seven Hill

10:30-12:00 — Shikisai Hill (ก่อนทัวร์บัสพีค) แล้วไปแวะ Kanno Farm

12:30 — กลับสถานีบิเอะ คืนจักรยาน กินข้าวที่ Oka no Kura หรือ JA Biei

14:00 — นั่งรถไฟไปฟูราโน่ (ประมาณ 30 นาที) เที่ยวฟาร์มโทมิตะ

17:00 — กลับอาซาฮิกาวะหรือซัปโปโรด้วยรถไฟ JR

แผนนี้อาจดูเหนื่อย แต่จริง ๆ แล้วใช้เวลาเดินทางระหว่างจุดไม่นาน เพราะระยะทางในบิเอะ (Biei) ค่อนข้างใกล้ ถ้าได้ E-Bike จะยิ่งยืดหยุ่นได้มากขึ้น

เจาะลึกเส้นทางแพทช์เวิร์ก (Patchwork Road): ตามล่าต้นไม้ชื่อดังและเนินเขาหลากสี

เส้นทาง Patchwork Road คือโซนทางเหนือของบิเอะ (Biei) ที่รวบรวมจุดถ่ายรูปแลนด์มาร์กไว้ครบในเส้นทางเดียว ถ้ามาด้วยจักรยานหรือรถยนต์ ขับเรื่อย ๆ ตามเส้นทางก็เก็บครบทุกจุดได้ในครึ่งวัน แต่ถ้ามาช่วงพีคฤดูร้อน แนะนำให้ออกเดินทางก่อน 8 โมงเช้า จะได้แสงดีและหลีกเลี่ยงทัวร์บัสคันใหญ่ที่เริ่มทยอยมาตั้งแต่ 9 โมง


เนินเซรุบุ (Zerubu Hill)

ภาพ: ทุ่งดอกไม้หลากสีที่เนินเซรุบุ (Zerubu Hill)  | ที่มา: Wikimedia Commons (CC BY 2.0) — https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Hokkaido_-_%E3%81%9C%E3%82%8B%E3%81%B6%E3%81%AE%E4%B8%98,_%E7%BE%8E%E7%91%9B%E7%94%BA_august_2011_(6079081499).jpg

จุดแรกที่จะพบตั้งแต่ปากทางเข้าเมือง เนินเซรุบุเป็นฟาร์มดอกไม้ที่เข้าชมฟรี ไม่มีค่าเข้า มีทุ่งดอกไม้หลายโซนที่บานไม่พร้อมกัน ทำให้เกือบทุกช่วงระหว่างมิถุนายน – สิงหาคมมักมีดอกไม้บานให้ถ่ายรูปเสมอ

ไฮไลต์ของที่นี่คือรถบักกี้และรถเอทีวีที่วิ่งรอบเนิน (มีค่าบริการเพิ่ม) ถ้ามากับครอบครัวหรืออยากได้รูปแปลกตา แนะนำให้ลองขึ้น มุมบนเนินสูงมองลงมาเห็นเมืองบิเอะ (Biei) และเทือกเขาโทคาจิ (Mt. Tokachi) อยู่ด้านหลังได้ด้วย

ต้นไม้ของเคนและแมรี่ (Ken & Mary Tree)

ต้นไม้โดดเดี่ยวกลางเนินเขา สัญลักษณ์ของเส้นทาง Patchwork Road เมืองบิเอะ (Biei)

ต้นป็อปลาร์คู่นี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของบิเอะ (Biei) เพราะโฆษณารถยนต์ญี่ปุ่นเมื่อกว่า 50 ปีก่อนที่ใช้สถานที่แห่งนี้ถ่ายทำ จนชื่อ Ken & Mary ติดมาจากชื่อตัวละครในโฆษณานั้น

จุดถ่ายรูปที่ดีที่สุดคือยืนถ่ายจากระยะไกลพอที่จะเห็นรูปทรงของต้นไม้ทั้งคู่โดยมีเส้นขอบฟ้าเนินเขาเป็นฉากหลัง ถ้าเข้าไปชิดเกินไปจะได้แค่ต้นไม้ธรรมดา แต่ถ้าถอยออกมาสักหน่อยจะเห็นว่าทำไมมันถึงสวยและ “มินิมอล” ขนาดนั้น


ต้นไม้เจ็ดดาว (Seven Star Tree)

ต้นโอ๊กโบราณขนาดใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของเนิน ชื่อมาจากบุหรี่ยี่ห้อเซเว่นสตาร์ที่เคยใช้ภาพต้นไม้นี้บนซองบุหรี่ เรียกว่าเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่ไม่รู้ตัวมาหลายสิบปี

เทคนิคถ่ายรูปที่แนะนำคือแนวตั้ง เพราะจะได้เก็บทั้งความสูงของต้นไม้และท้องฟ้ากว้างเหนือเนินเขาในเฟรมเดียวกัน ในฤดูร้อนหญ้ารอบๆ จะเขียวสด ส่วนฤดูใบไม้ร่วงต้นไม้จะเปลี่ยนสีให้ภาพดูอบอุ่นขึ้นอีกแบบ

ต้นป็อปลาร์คู่นี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของบิเอะ (Biei) เพราะโฆษณารถยนต์ญี่ปุ่นเมื่อกว่า 50 ปีก่อนที่ใช้สถานที่แห่งนี้ถ่ายทำ จนชื่อ Ken & Mary ติดมาจากชื่อตัวละครในโฆษณานั้น

จุดถ่ายรูปที่ดีที่สุดคือยืนถ่ายจากระยะไกลพอที่จะเห็นรูปทรงของต้นไม้ทั้งคู่โดยมีเส้นขอบฟ้าเนินเขาเป็นฉากหลัง ถ้าเข้าไปชิดเกินไปจะได้แค่ต้นไม้ธรรมดา แต่ถ้าถอยออกมาสักหน่อยจะเห็นว่าทำไมมันถึงสวยและ “มินิมอล” ขนาดนั้น

เนินมายด์เซเว่น (Mild Seven Hill)

ภาพ: เส้นทางและแนวเนินบริเวณมายด์เซเว่น (Mild Seven Hill)  | ที่มา: Wikimedia Commons (CC BY 3.0) — https://commons.wikimedia.org/wiki/File:%E3%83%9E%E3%82%A4%E3%83%AB%E3%83%89%E3%82%BB%E3%83%96%E3%83%B3%E3%81%AE%E4%B8%98%EF%BC%9F_20120905_-_panoramio.jpg

อีกหนึ่งจุดที่ได้ชื่อมาจากวงการบุหรี่เช่นกัน แต่ที่นี่ไฮไลต์คือแนวต้นลาร์ช (Larch) ที่เรียงตัวเป็นเส้นสวยงามตัดกับฟ้าบนยอดเนิน ช่วงเช้าตรู่แสงอ่อนๆ จะทำให้เงาต้นไม้ยาวและน่าถ่ายรูปมาก

อีกหนึ่งจุดที่ได้ชื่อมาจากวงการบุหรี่เช่นกัน แต่ที่นี่ไฮไลต์คือแนวต้นลาร์ช (Larch) ที่เรียงตัวเป็นเส้นสวยงามตัดกับฟ้าบนยอดเนิน ช่วงเช้าตรู่แสงอ่อนๆ จะทำให้เงาต้นไม้ยาวและน่าถ่ายรูปมาก

Mild Seven Hill ยังเป็นหนึ่งในจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่เงียบสงบที่สุดในเส้นทางนี้ เพราะอยู่นอกเส้นทางหลักเล็กน้อย นักท่องเที่ยวจึงน้อยกว่าจุดอื่น ถ้าเที่ยวบิเอะ (Biei) อย่างน้อย 1 คืน แนะนำให้ลองมาดูพระอาทิตย์ตกที่นี่

ฟาร์มคันโนะ (Kanno Farm)

ภาพ: แปลงดอกไม้หลากสีที่ฟาร์มคันโนะ (Kanno Farm)  | ที่มา: Wikimedia Commons (CC BY 2.0) — https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Kanno_Farm_(28985731487).jpg

ฟาร์มดอกไม้บนเนินลาดเอียงที่เข้าชมฟรี ไม่ต้องเสียค่าเข้า ทำให้นักท่องเที่ยวที่วางแผนดีจะมาที่นี่ก่อนหรือหลังจุดที่เสียค่าเข้าเพื่อประหยัดงบ

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือปลายมิถุนายนถึงกลางกรกฎาคม เมื่อลาเวนเดอร์และดอกไม้หลากสีบานพร้อมกัน ภาพที่ได้จะเป็นบล็อกสีสดสลับกันบนเนินลาด ดูดีมากในมุมสูงหน่อย และอย่าลืมแวะกินไอศกรีมลาเวนเดอร์ที่ขายอยู่ในฟาร์ม รสชาติดีและถ่ายรูปสวยด้วย

ตะลุยเส้นทางพาโนรามา (Panorama Road): วิวกว้างสุดสายตาและทุ่งดอกไม้ 5 สี

โซนทางใต้ของบิเอะ (Biei) ขึ้นชื่อเรื่องวิวพาโนรามาแบบ 360 องศาที่กว้างกว่าโซนเหนือ เส้นทางนี้เหมาะกับคนที่ชอบภาพวิวกว้าง ๆ มากกว่าการตามล่าต้นไม้เฉพาะต้น และยังมีจุดชมวิวหลายแห่งที่ค่าใช้จ่ายต่างกัน บางแห่งเข้าฟรี บางแห่งมีค่าเข้าชม วางแผนล่วงหน้าช่วยประหยัดได้มาก

เนินสี่ฤดู ชิกิไซโนะโอกะ (Shikisai Hill) — อัปเดตปี 2026

ไฮไลต์ที่เป็นภาพที่เห็นบ่อยที่สุดเวลาค้นหาบิเอะ (Biei) ทุ่งดอกไม้บล็อกสีรุ้งขนาดใหญ่บนเนินลาด เปลี่ยนพันธุ์ดอกไม้ตามฤดูกาล ทำให้สีและรูปแบบเปลี่ยนไปทุกครั้งที่มา

ทุ่งดอกเซโลเซียหลากสีเรียงแถวสวยราวพรมผืนใหญ่ ไฮไลต์ฤดูร้อนของฟาร์มดอกไม้เมืองบิเอะ

ค่าเข้าชมปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 500 เยน (ผู้ใหญ่/อายุ 15 ปีขึ้นไป) และ 300 เยน (เด็กต่ำกว่า 15 ปี) สำหรับการเดินชมทั่วไป ส่วนรถแทรกเตอร์นำเที่ยวรอบเนินคิดค่าบริการเพิ่มต่างหาก หมายเหตุ: ราคาอาจปรับเปลี่ยนตามฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) แนะนำตรวจสอบราคาล่าสุดบนเว็บไซต์ทางการของฟาร์มก่อนเดินทาง

เทคนิคหลีกเลี่ยงฝูงชน: มาก่อน 9 โมงเช้า รถบัสทัวร์คณะใหญ่มักเริ่มทยอยมาตั้งแต่ประมาณ 9:30 น. ถ้ามาถึงเร็วกว่านั้นจะได้ถ่ายรูปพื้นที่กว้าง ๆ โดยไม่มีคนอื่นในเฟรม

หอชมวิวซันไอกะโนะโอกะ (Sanai-no-oka Viewpoint)

จุดแวะพักชมวิวที่คนไม่พลุกพล่านนัก เหมาะกับคนที่อยากหลีกหนีฝูงชนในชิกิไซ มองเห็นทั้งเนินเขาบิเอะ (Biei) และเทือกเขาโทคาจิ (Mt. Tokachi) แบบ 360 องศาในจุดเดียว ภาพที่ได้เป็นสไตล์ Clean & Minimal ที่แต่ละเฟรมดูเรียบสะอาด

เข้าชมฟรี มีจุดจอดรถขนาดเล็ก แนะนำให้แวะในช่วงเช้าหรือบ่ายที่ไม่ใช่ช่วงพีคของทัวร์ เพราะพื้นที่ค่อนข้างเล็กและแน่นได้ง่ายถ้าเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยว

หอศิลปะทาคุชินกัน (Takushinkan Photo Gallery)

ภาพ: ป่าต้นเบิร์ชสีขาวบริเวณหอศิลป์ทาคุชินกัง (Takushinkan)  | ที่มา: Wikimedia Commons (CC BY-SA 3.0) — https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Takushinkan_birch_forest.jpg

หอศิลป์ภาพถ่ายเมืองบิเอะ (Biei) โดยช่างภาพชั้นครู มาเอดะ ชินโซ (Maeda Shinzo) ผู้บันทึกภาพบิเอะมาหลายสิบปีจนกลายเป็น visual identity ของเมืองนี้ ถ้าอยากเข้าใจว่าทำไมบิเอะถึงสวยมาก แนะนำให้แวะดูงานที่นี่ก่อน

บริเวณรอบหอศิลป์มีจุดถ่ายรูปที่คนไทยชอบมาก คือป่าต้นเบิร์ชสีขาวที่ขึ้นเรียงตัวกันด้านข้าง ลำต้นขาวตัดกับแสงที่ลอดผ่านใบ ได้ภาพสไตล์เกาหลี/ญี่ปุ่นที่ดูดีในทุกฤดูกาล

เนินคิยะอุชิ (Chiyoda Hill & Farm)

จุดที่เหมาะกับทริปครอบครัวเป็นพิเศษ มีทั้งหอชมวิวบนยอดเนินที่มองเห็นเมืองบิเอะ (Biei) รอบทิศทาง และฟาร์มปศุสัตว์ที่เปิดให้ทำกิจกรรมใกล้ชิดกับสัตว์ เช่น ม้าโดซังโกะ (Dosanko) แกะ แพะ และอัลปากา

ขึ้นหอคอยชมวิวแล้วจะเข้าใจทันทีว่าทำไมบิเอะ (Biei) ถึงได้ชื่อว่า “เมืองเนินเขา” ภาพที่เห็นรอบทิศคือลูกคลื่นเนินเขาสลับแปลงเกษตรสีต่าง ๆ ต่อเนื่องกันไปจนถึงขอบฟ้า

โซนชิโรกาเนะ (Shirogane): มนต์เสน่ห์แห่งน้ำสีฟ้า ออนเซน และแสงไฟยามค่ำคืน

โซนชิโรกาเนะ (Shirogane) อยู่ห่างจากสถานีบิเอะ (Biei Station) ประมาณ 20 กิโลเมตร เป็นโซนธรรมชาติของเทือกเขาที่มีบรรยากาศต่างจากโซนเนินเขาเกษตร ที่นี่เงียบกว่า เขียวกว่า และมีน้ำตกกับสระน้ำสีฟ้าที่กลายเป็นจุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวทั่วโลก


สระน้ำสีฟ้า (Shirogane Blue Pond)

ถ้ามีภาพหนึ่งที่ทำให้คนอยากมาบิเอะ (Biei) ภาพนั้นคือสระน้ำสีฟ้าชิโนกาเนะที่มีต้นคารามัตสึ (Karamatsu / ต้นสนชนิดผลัดใบ) ยืนต้นตายสีขาวโผล่พ้นน้ำขึ้นมา สีฟ้าแบบนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากแร่ธาตุในน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขาไฟ

สระน้ำสีฟ้า (Shirogane Blue Pond) น้ำสีเทอร์ควอยซ์เหนือจริง ภาพที่ทำให้คนทั่วโลกอยากมาบิเอะ

ค่าจอดรถปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 500 เยนต่อคัน (ชำระที่เครื่องอัตโนมัติ) การเข้าชมตัวสระน้ำไม่มีค่าเข้า แต่ต้องเดินประมาณ 10-15 นาทีจากที่จอดรถ หมายเหตุ: ราคาอาจมีการปรับเปลี่ยนตามฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season)

ช่วงเวลาที่น้ำสีฟ้าสวยที่สุดคือช่วงสายถึงเที่ยง เมื่อแสงแดดตกกระทบน้ำในมุมที่พอดี สีจะจัดและสะท้อนเงาต้นไม้ชัดที่สุด ถ้ามาเช้าเกินไปหรือมาตอนเย็นสีจะจางกว่า

น้ำตกหนวดขาว (Shirahige Waterfall)

ธารน้ำใสไหลผ่านป่าเขียวขจีในโซนชิโรกาเนะ (Shirogane) ธรรมชาติอีกด้านของเมืองบิเอะ

ชื่อแปลตรงตัวว่า “หนวดขาว” เพราะน้ำตกสายเล็ก ๆ หลายสายไหลออกมาจากหน้าผาหินโดยตรงลงสู่แม่น้ำบิเอะ (Biei River) สีฟ้าใส ทำให้ดูเหมือนหนวดยาวสีขาวของภูเขา

จุดชมวิวที่ดีที่สุดอยู่บนสะพานเหล็กที่มองลงไปเห็นทั้งน้ำตกและแม่น้ำสีฟ้าด้านล่าง มุมนี้ถ่ายออกมาได้ภาพที่ดูทรงพลังและอลังการมาก แนะนำให้มาช่วงเช้าก่อนทัวร์เต็ม

หมู่บ้านออนเซนชิโรกาเนะ (Shirogane Onsen)

บริเวณชิโรกาเนะมีที่พักและออนเซนจากน้ำพุร้อนธรรมชาติหลายแห่ง เหมาะมากสำหรับคนที่วางแผนพักค้างคืนในบิเอะ (Biei) เพราะนอกจากจะได้แช่น้ำแร่ผ่อนคลายหลังเดินเที่ยวทั้งวันแล้ว ยังได้สัมผัสบรรยากาศเรียวกังในป่าเขาที่ต่างจากออนเซนในเมือง

สำหรับคนที่ไม่ได้พักค้างคืน บางแห่งเปิดให้แช่ออนเซนแบบ Day-trip ได้ แนะนำให้โทรสอบถามล่วงหน้าเพราะแต่ละที่นโยบายต่างกัน

โรแมนติกยามค่ำคืน: กิจกรรมชมไฟประดับฤดูหนาว (Blue Pond Light-up)

Blue Pond Light-up ไฟประดับสระน้ำสีฟ้ายามค่ำคืนช่วงฤดูหนาว (ราว พ.ย.–มี.ค.) โรแมนติกสุดๆ

ในช่วงฤดูหนาว (โดยปกติระหว่างเดือนธันวาคม-มีนาคม) สระน้ำสีฟ้าและน้ำตกหนวดขาวจะมีการจัดไฟประดับ Light-up ยามค่ำคืน ทำให้บรรยากาศรอบสระน้ำกลายเป็นราวกับโลกแฟนตาซี สีน้ำเงินของสระบวกกับแสงไฟที่ส่องต้นไม้ยืนตายทำให้ได้ภาพที่ไม่เหมือนที่ไหนในฮอกไกโด

ตารางเวลาและวันจัด Light-up จะประกาศทุกปี แนะนำตรวจสอบล่วงหน้าบนเว็บไซต์ทางการของเมืองบิเอะ (Biei) อุณหภูมิช่วงนั้นอยู่ที่ประมาณ -10 ถึง -20 องศา เตรียมเสื้อกันหนาวระดับหนามาก หมวก ถุงมือ และรองเท้ากันลื่นให้ครบ


ลิ้มลองรสชาติท้องถิ่น: ของดีสมาคมการเกษตรและแวะพักที่ต้องเช็คอิน

บิเอะ (Biei) ไม่ใช่แค่วิวสวย แต่ผลผลิตทางการเกษตรที่นี่ก็ขึ้นชื่อระดับประเทศ มันฝรั่ง ข้าวโพด และนมโคสดจากบิเอะ ถูกนำไปแปรรูปเป็นเมนูที่หากินได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น พลาดไปก็ต้องบินกลับมาใหม่

จุดพักรถริมทาง 道の駅 Biei “Oka no Kura”

Michi-no-Eki หรือจุดพักรถริมทางสไตล์ญี่ปุ่นที่อยู่ใจกลางเมือง ตัวอาคารเป็นสไตล์โรงสีหินคลาสสิกที่ดูเป็นเอกลักษณ์ ข้างในมีร้านขายของฝาก ร้านอาหาร และศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว

ของฝากขึ้นชื่อคือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันฝรั่งบิเอะ (Biei) เช่น มันฝรั่งชุบเนยย่าง ชิปส์มันฝรั่งรสต่าง ๆ และซอสมันฝรั่งที่เอาไปปรุงอาหารต่อได้ รวมถึงไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟรสท้องถิ่นที่ต้องลอง


ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว Biei “Shirogane Birke”

ภาพ: ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบิเอะ “Shirogane Birke” กลางป่าธรรมชาติ  | ที่มา: Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0) — https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Michinoeki-Biei_Shirogane-biruke.jpg

จุดแวะพักท่ามกลางป่าธรรมชาติบนเส้นทางไปสระน้ำสีฟ้า มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านขายของที่ระลึก ที่น่าสนใจคือมีจอแสดงสภาพการจราจรและความแออัดของแหล่งท่องเที่ยวแบบ Real-time ช่วยให้วางแผนเวลาได้แม่นยำขึ้น

มีมุมถ่ายรูปสวยๆ รอบอาคารด้วย บรรยากาศป่าและสถาปัตยกรรมที่กลมกลืนกับธรรมชาติทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่จุดพักรถ แต่เป็นจุดถ่ายรูปด้วย

เมนูอร่อยแนะนำ ในเมืองบิเอะ (Biei)

เมื่อมาเยือนเมืองบิเอะ (Biei) นอกจากการชมวิวเนินเขาและทุ่งดอกไม้แล้ว ไฮไลต์สำคัญที่ไม่ควรพลาดคือการลิ้มลองอาหารท้องถิ่นที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่จากฟาร์มในเมืองบิเอะ ทั้งเนื้อสัตว์ แป้งสาลี และผักท้องถิ่น โดยมีเมนูและร้านยอดนิยมที่ห้ามพลาดดังนี้

1. นมสดแท้  ซอฟต์เสิร์ฟ ข้าวโพด ขนมปังและพุดดิ้งจาก JA Biei

 ข้าวโพดหวานฮอกไกโดย่าง/ต้ม ของขึ้นชื่อช่วงฤดูร้อนของบิเอะ (Biei) (ภาพประกอบ)  | ที่มา: Wikimedia Commons (CC BY-SA 3.0) — https://commons.wikimedia.org/wiki/File:8line_corn.jpg

สมาคมการเกษตรบิเอะ (JA Biei) มีร้านสาขาในตัวเมืองที่ขายผลิตภัณฑ์โดยตรงจากเกษตรกรท้องถิ่น เมนูเด่นคือนมสดแท้ที่รสชาติเข้มข้นกว่านมกล่องทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งซอฟต์เสิร์ฟรสนมสดที่ใช้นมเดียวกันมาทำ ที่นอกจากนั้นยังมีขนมปังหรือพุดดิ้งที่ทำจากนมและแป้งสาลีท้องถิ่น ซึ่งสามารถหาทานได้ตามคาเฟ่ในตัวเมือง หรือจุดแวะพักริมทาง

ถ้ามาในช่วงที่ข้าวโพดบิเอะ (Biei) กำลังออกผล (ประมาณกรกฎาคม – สิงหาคม) ต้องลองข้าวโพดสดย่างหรือต้มที่ขายตามแผงริมถนนด้วย หวานและนุ่มแบบที่ไม่เจอในกรุงเทพฯ แน่นอน

 2. ข้าวหน้ากุ้งทอด ร้าน Cafe Junpei

Cr.https://www.biei-hokkaido.jp/en/facility/junpei

ร้านระดับตำนานและเป็นแลนด์มาร์กด้านอาหารของบิเอะ (Biei) เมนูเด็ดที่ทุกคนต้องสั่งคือข้าวหน้ากุ้งทอด (Ebi Fry) ที่ใช้กุ้งตัวใหญ่ เนื้อแน่นกรุบ ชุบแป้งขนมปังทอดจนกรอบสีเหลืองทอง ไม่อมน้ำมัน ราดด้วยซอสสูตรพิเศษรสเค็มหวานกลมกล่อม จนคนยอมต่อคิวยาว นอกจากกุ้งไซส์ใหญ่เนื้อแน่นเด้งสู้ฟันแล้ว ข้าวด้านล่างยังเป็นข้าวสายพันธุ์ดีของฮอกไกโด (เช่น พันธุ์ Nanatsuboshi หรือ Yumepirika) ที่หุงออกมาเมล็ดสวย นุ่ม เหนียวหนึบกำลังดี เมื่อข้าวร้อน ๆ ผสานกับซอสสูตรลับที่ไหลซึมลงมาจากกุ้งทอด แค่ทานข้าวเปล่ากับซอสก็อร่อยจนหยุดไม่ได้ 

 3. ข้าวแกงกะหรี่หมูทอดบิเอะ ร้าน Family Restaurant Daimaru

Cr.https://www.instagram.com/daimaru_biei/

เมืองบิเอะ (Biei) มีเมนูขึ้นชื่อประจำเมืองคือ “Biei Curry Udon” หรืออุด้งแกงกะหรี่ รวมถึงข้าวแกงกะหรี่หมูทอด ซึ่งร้าน Daimaru เป็นร้านอาหารสไตล์ครอบครัวท้องถิ่นที่ทำเมนูนี้ได้ยอดเยี่ยม จุดเด่นอยู่ที่การใช้เนื้อหมูบิเอะคุณภาพดี ชิ้นหนา นุ่มชุ่มฉ่ำ ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน แกงกะหรี่รสเข้มข้น และบางเมนูใช้เส้นอุด้งที่ทำจากแป้งสาลีพันธุ์ “คิตะโนะคาโอริ” (Kita no Kaori) ที่ปลูกในเมืองบิเอะโดยเฉพาะ เส้นจึงเหนียวนุ่มหนึบ ส่วนน้ำแกงกะหรี่ผสมผสานระหว่างเครื่องเทศรสเข้มข้นกับน้ำซุปดาชิสไตล์ญี่ปุ่น โดยเคี่ยวร่วมกับหัวหอมใหญ่บิเอะและผักท้องถิ่นรสหวานจนได้น้ำแกงที่เนื้อเนียน ข้นกำลังดี รสชาติกลมกล่อม

ความลับทางธรรมชาติที่ทำให้ผลผลิตของบิเอะ “อร่อยต่างจากเมืองอื่น”

เทือกเขาโทคาจิ (Mt. Tokachi) ภูเขาไฟต้นกำเนิดดินภูเขาไฟอันอุดมสมบูรณ์  | ที่มา: Wikimedia Commons (CC BY 2.0) — https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Tokachi-dake_(9099317766).jpg

1. ปุ๋ยธรรมชาติจากภูเขาไฟ และแม่น้ำสารอาหารสูง

บิเอะ (Biei) ตั้งอยู่ใกล้กับเทือกเขาโทคาจิ (Mt. Tokachi) ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ ผืนดินบนเนินเขาของบิเอะจึงเป็นดินภูเขาไฟ (Volcanic Soil) ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุเข้มข้น นอกจากนี้แหล่งน้ำที่ใช้ในฟาร์มยังเป็นน้ำที่ละลายจากหิมะบนยอดเขา ไหลผ่านชั้นหินแร่ธาตุ (เป็นแหล่งน้ำเดียวกับที่ทำให้เกิดสระน้ำสีฟ้า Blue Pond) ทำให้พืชผักที่นี่ได้รับสารอาหารบริสุทธิ์ตั้งแต่ราก

2. สภาพอากาศ “กลางวันร้อน-กลางคืนหนาวจัด”(อุณหภูมิที่ต่างกันสุดขั้ว)

ในหน้าร้อนของบิเอะ (Biei) กลางวันแดดจัด ทำให้พืชสังเคราะห์แสงและสะสมน้ำตาลได้เต็มที่ แต่พอตกกลางคืน อากาศจะเย็นฮวบลงอย่างรวดเร็ว ความหนาวนี้ทำให้พืช “หยุดการเจริญเติบโตชั่วคราว” เพื่อกักเก็บพลังงาน ผลลัพธ์คือน้ำตาลและสารอาหารทั้งหมดจะถูกล็อกไว้ในผลผลิต ทำให้มันฝรั่งและข้าวโพดของบิเอะหวานฉ่ำและเนื้อเนียนนุ่มกว่าที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด

3. ระบบ “เกษตรกรรมหมุนเวียน” (Crop Rotation) ที่ทำให้ดินได้พัก

ถ้าสังเกตวิวเนินเขาที่เป็นผ้าห่มหลากสี (Patchwork) นั่นไม่ใช่แค่เพื่อความสวยงาม แต่เป็นภูมิปัญญาของชาวบิเอะ (Biei) ที่จะไม่ปลูกพืชชนิดเดิมซ้ำในดินเดิมทุกปี แต่จะหมุนเวียนปลูกมันฝรั่ง ข้าวสาลี บีทรูท และถั่ว สลับกันไป รวมถึงมีปีที่ปล่อยให้ดินว่างเพื่อปลูกหญ้าให้ดินได้พักฟื้น แร่ธาตุในดินจึงไม่เสื่อมสลาย ผักที่โตจากดินสมบูรณ์จึงอร่อยแบบไร้ที่ติ

Biei บิเอะ

ที่อยู่1-chōme-1 Motomachi, Biei, Kamikawa District, Hokkaido 071-0208
วิธีเดินทางนั่งรถไฟมาลงยังสถานี JR Takanawa Gateway
เวลาทำการเยี่ยมชมเมืองได้ทั้งวัน
ราคาเข้าชมฟรี
WebsiteBiei บิเอะ

ดูแผนที่ Biei บิเอะ

สรุป

บิเอะ (Biei) เป็นเมืองเล็กๆ สุดเสน่ห์ในฮอกไกโดที่ขึ้นชื่อเรื่องทัศนียภาพทางธรรมชาติอันงดงามราวกับภาพวาด ไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดคือ เส้นทางสายพานอรามา (Panorama Road) และ เส้นทางสายแพตช์เวิร์ก (Patchwork Road) ที่คุณจะได้ตัดผ่านทุ่งนาและเนินเขาลาดชัน สลับเฉดสีสันของพืชพรรณต่างๆ อย่างลงตัวเหมือนผ้าห่มผืนยักษ์ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของ สระน้ำสีฟ้า (Shirogane Blue Pond) อันโด่งดังที่มีน้ำสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ประกายระยิบระยับตัดกับตอไม้สูงชะลูด รวมถึงต้นไม้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากโฆษณาญี่ปุ่น เช่น ต้นเคนและแมรี่ (Ken and Mary Tree) ทำให้เมืองนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของนักเดินทางที่รักความเงียบสงบ การถ่ายภาพ และอยากสัมผัสความสโลว์ไลฟ์ท่ามกลางธรรมชาติอย่างแท้จริง

Contents Index
  1. 1 คัมภีร์เตรียมตัวก่อนไป Biei: เที่ยวอย่างไรให้สนุก
  2. 2 ทำไมใครๆ ก็หลงรัก “บิเอะ” เมืองแห่งเนินเขาและทุ่งดอกไม้ที่สวยทุกฤดู
    1. 2.1 ฤดูกาลแนะนำของเมืองบิเอะ
      1. 2.1.1 ฤดูใบไม้ผลิ (พฤษภาคม) ใบไม้เริ่มผลิบานสีเขียวชื่นตา
      2. 2.1.2 ฤดูร้อน (มิถุนายน – สิงหาคม): ช่วงเวลาแห่งสีสันและทุ่งดอกไม้
      3. 2.1.3 ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-ตุลาคม) ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี
      4. 2.1.4 ฤดูหนาว (ธันวาคม – กุมภาพันธ์): ดินแดนหิมะขาวโพลนสุดโรแมนติก
  3. 3 เรื่องน่ารู้ก่อนเที่ยวบิเอะ (Biei)
    1. 3.1 มารยาทการถ่ายภาพและจุดยืนที่ปลอดภัย (ไม่บุกรุกแปลงเกษตร)
    2. 3.2 เลือกวิธีเดินทางที่ใช่: เดินทางไป-กลับและท่องเที่ยวรอบเมืองบิเอะแบบประหยัดแรง
      1. 3.2.1 การเดินทางจากซัปโปโรและอาซาฮิกาวะมายังสถานีบิเอะ (Biei Station)
  4. 4 วิธีเที่ยวรอบเมืองบิเอะ (Biei)
    1. 4.1 การเช่ารถขับเอง (วิธีที่ดีที่สุดและยืดหยุ่นที่สุด)
    2. 4.2 การปั่นจักรยาน (เหมาะสำหรับหน้าร้อนและสายชิล)
    3. 4.3 การนั่งรถบัสท่องเที่ยว Biei View Bus (สะดวก สบาย ไม่ต้องแพลนเอง)
    4. 4.4 การนั่งรถไฟท่องเที่ยว Twinkle Bus / ขบวน Norokko Train (เฉพาะหน้าร้อน)
    5. 4.5 การใช้บริการรถแท็กซี่นำเที่ยว (เหมาะสำหรับคนมีงบและเวลาน้อย)
    6. 4.6 เที่ยวรอบเนินเขาด้วย “จักรยานไฟฟ้า” (E-Bike): เช่าที่ไหน ปั่นไหวไหม?
    7. 4.7 สะดวกสบายสไตล์คนขับรถไม่เป็น: รถบัสท่องเที่ยวและแท็กซี่นำเที่ยว (Biei Hire)
  5. 5 แจกแผนเที่ยว One-day Loop: จัดการเวลา บิเอะ-ฟูราโน่ ไม่ให้แน่นจนเป็นทริปชะโงกทัวร์
  6. 6 เจาะลึกเส้นทางแพทช์เวิร์ก (Patchwork Road): ตามล่าต้นไม้ชื่อดังและเนินเขาหลากสี
    1. 6.1 เนินเซรุบุ (Zerubu Hill)
    2. 6.2 ต้นไม้ของเคนและแมรี่ (Ken & Mary Tree)
    3. 6.3 ต้นไม้เจ็ดดาว (Seven Star Tree)
    4. 6.4 เนินมายด์เซเว่น (Mild Seven Hill)
    5. 6.5 ฟาร์มคันโนะ (Kanno Farm)
  7. 7 ตะลุยเส้นทางพาโนรามา (Panorama Road): วิวกว้างสุดสายตาและทุ่งดอกไม้ 5 สี
    1. 7.1 เนินสี่ฤดู ชิกิไซโนะโอกะ (Shikisai Hill) — อัปเดตปี 2026
    2. 7.2 หอชมวิวซันไอกะโนะโอกะ (Sanai-no-oka Viewpoint)
    3. 7.3 หอศิลปะทาคุชินกัน (Takushinkan Photo Gallery)
    4. 7.4 เนินคิยะอุชิ (Chiyoda Hill & Farm)
  8. 8 โซนชิโรกาเนะ (Shirogane): มนต์เสน่ห์แห่งน้ำสีฟ้า ออนเซน และแสงไฟยามค่ำคืน
    1. 8.1 สระน้ำสีฟ้า (Shirogane Blue Pond)
    2. 8.2 น้ำตกหนวดขาว (Shirahige Waterfall)
    3. 8.3 หมู่บ้านออนเซนชิโรกาเนะ (Shirogane Onsen)
    4. 8.4 โรแมนติกยามค่ำคืน: กิจกรรมชมไฟประดับฤดูหนาว (Blue Pond Light-up)
  9. 9 ลิ้มลองรสชาติท้องถิ่น: ของดีสมาคมการเกษตรและแวะพักที่ต้องเช็คอิน
    1. 9.1 จุดพักรถริมทาง 道の駅 Biei “Oka no Kura”
    2. 9.2 ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว Biei “Shirogane Birke”
  10. 10 เมนูอร่อยแนะนำ ในเมืองบิเอะ (Biei)
    1. 10.1 1. นมสดแท้ ซอฟต์เสิร์ฟ ข้าวโพด ขนมปังและพุดดิ้งจาก JA Biei
    2. 10.2 2. ข้าวหน้ากุ้งทอด ร้าน Cafe Junpei
    3. 10.3 3. ข้าวแกงกะหรี่หมูทอดบิเอะ ร้าน Family Restaurant Daimaru
  11. 11 ความลับทางธรรมชาติที่ทำให้ผลผลิตของบิเอะ “อร่อยต่างจากเมืองอื่น”
    1. 11.1 1. ปุ๋ยธรรมชาติจากภูเขาไฟ และแม่น้ำสารอาหารสูง
    2. 11.2 2. สภาพอากาศ “กลางวันร้อน-กลางคืนหนาวจัด”(อุณหภูมิที่ต่างกันสุดขั้ว)
    3. 11.3 3. ระบบ “เกษตรกรรมหมุนเวียน” (Crop Rotation) ที่ทำให้ดินได้พัก
  12. 12 สรุป
Yuri

Blogger : Yuri

Position : เดินป่าเจาะประวัติศาสตร์ อ่านขาดเรื่องธุรกิจ: บันทึกญี่ปุ่นฉบับจริงใจ ของนักเดินทางที่รักการเรียนรู้มากกว่าภาพสวย

นักเขียนผู้หลงใหลในรากเหง้าทางวัฒนธรรมและพลวัตทางธุรกิจของญี่ปุ่น ผมเน้นการถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านมุมมองที่หลากหลาย ตั้งแต่การสำรวจเมืองเก่า การพิชิตยอดเขา ไปจนถึงการวิเคราะห์ Consumer Insight ในซุปเปอร์มาร์เก็ตและตลาดสินค้าเฉพาะทาง ผมมีความตั้งใจที่จะส่งต่อสาระความรู้จากโลกกว้างผ่านงานเขียนที่อ่านง่ายแต่มีมิติ เพื่อให้การท่องเที่ยวครั้งต่อไปของคุณ...มีความหมายมากกว่าที่เคย

โหวต

| Polls
โหวต | Polls
  • คุณอยากไปทัวร์ 1 วันแบบไหนมากที่สุดในญี่ปุ่น?

    View Results

    Loading ... Loading ...

กรณีฉุกเฉิน

| Emergency
  • Police

    110

  • Ambulance

    119

  • AMDA International Medical Information Center

    03-6233-9266

  • สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว

    090-4435-7812

  • สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซาก้า

    090-1895-0987

  • สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟุกุโอกะ

    090-2585-3027 หรือ 090-9572-1515