คูปองส่วนลดที่น่าสนใจ
7%
10%
5%
จิมโบโจ (神保町) หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกสั้น ๆ ว่า “จินโบโจ” เป็นย่านเล็ก ๆ ในเขตชิโยดะ (Chiyoda) ใจกลางโตเกียว ที่รวมร้านหนังสือมือสองไว้มากกว่า 130 ร้าน เรียงรายตามถนน ยาสุคุนิโดริ (Yasukuni-dori) ยาวต่อเนื่องจนได้ฉายาว่า “เมืองหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลก”
“จิมโบโจไม่ได้มีเสน่ห์แค่จำนวนร้านหนังสือ แต่คือการได้เห็นวัฒนธรรมการอ่านของญี่ปุ่นแบบใกล้ชิด ตั้งแต่หนังสือวิชาการไปจนถึงของสะสมเฉพาะทาง ยิ่งเดินช้า ๆ ยิ่งมีโอกาสเจอเล่มที่ไม่ได้ตั้งใจตามหา”
ชื่อจิมโบโจมาจาก “จิมโบ นางาฮารุ” ซามูไรยุคเอโดะที่เคยมีคฤหาสน์อยู่แถวนี้ ย่านนี้กลายเป็นแหล่งรวมร้านหนังสือหลังเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี 1913 เมื่อพ่อค้าเริ่มเปิดร้านหนังสือบนซากอาคารที่ถูกเผา หนึ่งในนั้นคือครูที่ชื่อ ชิเงโอะ อิวานามิ ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์อิวานามิโชเต็นอันโด่งดัง บวกกับการที่มหาวิทยาลัยเมจิ นิฮอน และชูโอ ตั้งอยู่ในละแวกนี้ ทำให้มีนักศึกษาและนักวิชาการเป็นลูกค้าประจำมาตลอดกว่าร้อยปี
“ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น จิมโบโจคือย่านที่ “มหาวิทยาลัย ร้านหนังสือ และวัฒนธรรมเมือง” เติบโตมาด้วยกัน จึงไม่น่าแปลกที่บรรยากาศแถวนี้ยังดูเป็นย่านของคนอ่าน คนเรียน และคนทำงานสร้างสรรค์ มากกว่าย่านช้อปปิ้งทั่วไป”
ปี 2025 นิตยสาร Time Out ยกให้จิมโบโจเป็นอันดับ 1 ใน “ย่านที่คูลที่สุดในโลก” ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มหันมาสนใจย่านนี้มากขึ้น จากเดิมที่เป็นที่รู้จักเฉพาะในหมู่คนรักหนังสือและคนโตเกียวเอง
จิมโบโจคือย่านที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวจากบรรยากาศเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยเรื่องราว ทั้งวัฒนธรรมการอ่าน ร้านค้าเก่าแก่ กลิ่นอายโตเกียวแบบดั้งเดิม และวิถีชีวิตที่ยังคงความคลาสสิกไว้อย่างลงตัว เดินไปเรื่อย ๆ จะสัมผัสได้ถึงเสน่ห์ของย่านที่ไม่ได้เร่งรีบ และยิ่งใช้เวลาเดินสำรวจมากเท่าไร ก็ยิ่งค้นพบมุมเล็ก ๆ ที่น่าสนใจมากขึ้นเท่านั้น

สิ่งที่ทำให้จิมโบโจต่างจากย่านช้อปปิ้งอื่นของโตเกียวคือจังหวะที่ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีป้ายไฟกะพริบแบบชิบุยะ ไม่มีฝูงชนแบบชินจูกุ มีแต่ชั้นหนังสือเรียงยาวสองข้างทาง กลิ่นกระดาษเก่า และร้านแกงกะหรี่ที่แอบซ่อนอยู่ชั้นสองของตึกเก่าๆ ส่งกลิ่นหอมอบอวลในย่านนี้

นอกจากหนังสือ จิมโบโจยังมีชื่อเสียงเรื่องแกงกะหรี่ไม่แพ้กัน ถึงขั้นมีงานประกวด “Kanda Curry Grand Prix” จัดขึ้นทุกปี และร้านเครื่องเขียนเก่าแก่อายุนับร้อยปีที่ยังเปิดขายอยู่จนถึงวันนี้ ถ้าอยากเห็นโตเกียวอีกด้านที่ไม่ใช่แสงสีและเทคโนโลยี จิมโบโจคือคำตอบ
นอกจากหนังสือ จิมโบโจยังมีชื่อเสียงเรื่องแกงกะหรี่ไม่แพ้กัน ถึงขั้นมีงานประกวด “Kanda Curry Grand Prix” จัดขึ้นทุกปี และร้านเครื่องเขียนเก่าแก่อายุนับร้อยปีที่ยังเปิดขายอยู่จนถึงวันนี้ ถ้าอยากเห็นโตเกียวอีกด้านที่ไม่ใช่แสงสีและเทคโนโลยี จิมโบโจคือคำตอบ
การเดินทางไปจิมโบโจถือว่าสะดวกและไม่ซับซ้อน เพราะเป็นย่านที่เชื่อมต่อกับระบบรถไฟในโตเกียวได้ดี จึงสามารถวางแผนเส้นทางจากย่านท่องเที่ยวสำคัญต่าง ๆ ได้ง่าย ไม่ว่าจะเลือกเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินหรือเปลี่ยนสายตามเส้นทางที่เหมาะกับจุดเริ่มต้นของทริป เมื่อมาถึงแล้วก็สามารถเดินเที่ยวต่อได้อย่างสบาย เหมาะกับการจัดไว้เป็นหนึ่งในจุดแวะระหว่างวันโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมากเกินไป
จาก Tokyo Station เดินไปสถานีโอเตมาจิ (Otemachi) ประมาณ 5 นาที (หรือนั่งรถไฟสาย Marunouchi 1 สถานี) จากนั้นต่อรถไฟใต้ดินสาย Hanzomon (สายสีม่วง) ไปลงที่สถานี Jimbocho อีกเพียง 1 สถานี รวมเวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ 10-15 นาที ค่าโดยสารเริ่มต้นประมาณ 180 เยน
| วิธีเดินทาง | ระยะเวลา | ราคา (เที่ยวเดียว) | หมายเหตุ |
เดินไป Otemachi + สาย Hanzomon | ~10-15 นาที | ~180 เยน | ไม่ต้องซื้อ JR Pass เพราะเป็นรถไฟใต้ดินโตเกียวเมโทร |
| สาย Marunouchi + สาย Hanzomon | ~10 นาที | ~180 เยน | ต่อรถ 1 ครั้งที่ Otemachi |
| แท็กซี่ | ~10 นาที | ~1,500-2,000 เยน | สะดวกถ้ามีสัมภาระเยอะ |
จากสถานี Shinjuku นั่งรถไฟใต้ดินสาย Toei Shinjuku (สายสีเขียวมะกอก) แบบด่วน (Express) ตรงไปลงสถานี Jimbocho ใช้เวลาประมาณ 7-11 นาที ไม่ต้องต่อรถ ค่าโดยสารประมาณ 220 เยน ถือเป็นวิธีเดินทางที่ง่ายที่สุดถ้าพักแถวชินจูกุ
สถานี Jimbocho เป็นจุดตัดของ 3 สายรถไฟใต้ดิน ได้แก่ Tokyo Metro Hanzomon, Toei Mita และ Toei Shinjuku ทำให้เดินทางเข้าออกได้หลายทาง
“สำหรับสายถ่ายรูป แนะนำให้เผื่อเวลาเดินออกนอกเส้นทางหลักสักหน่อย เพราะตรอกและถนนสายย่อยของจิมโบโจให้ภาพอีกมุมของโตเกียว ทั้งอาคารเก่า ร้านเล็ก ๆ และบรรยากาศเมืองที่ดูเป็นท้องถิ่นมากขึ้น”
เสน่ห์ของจิมโบโจไม่ได้อยู่แค่จำนวนร้านหนังสือที่มีให้เลือกมากมาย แต่คือความหลากหลายของหนังสือและบรรยากาศที่ทำให้การเดินร้านแต่ละแห่งเหมือนการออกตามหาของสะสมชิ้นพิเศษ ตั้งแต่หนังสือเก่าและหนังสือหายาก ไปจนถึงหนังสือเฉพาะทางและงานพิมพ์ที่สะท้อนวัฒนธรรมญี่ปุ่น นักอ่านสามารถใช้เวลาหลายชั่วโมงเดินสำรวจอย่างเพลิดเพลิน และอาจได้เจอเล่มที่ไม่ได้ตั้งใจตามหา แต่กลับกลายเป็นของฝากที่น่าจดจำที่สุดของทริป

ร้านหนังสือในจิมโบโจกว่า 90% เป็นร้านหนังสือมือสอง ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 100 เยนสำหรับหนังสือปกอ่อนทั่วไป ไปจนถึงหนังสือหายากราคาหลักหมื่นเยน หนึ่งในร้านที่นักสะสมต้องมาเยือนคือ คิตาซาวะโชเต็น (Kitazawa Shoten) ก่อตั้งมานานหลายสิบปี ชั้นสองมีคอลเลกชันหนังสือวิชาการภาษาอังกฤษมือสองจำนวนมาก ตกแต่งภายในสไตล์คลาสสิกสวยงามคุ้มค่าแก่การแวะถ่ายรูป
ข้อควรรู้: ร้านหนังสือมือสองหลายร้านรับเฉพาะเงินสด ควรพกเงินเยนติดตัวไปด้วย และหลายร้านห้ามถ่ายรูปในร้าน ควรสอบถามพนักงานก่อนเสมอ นอกจากนี้แผงหนังสือที่ตั้งขายริมถนนยาสุคุนิโดริ มักหันปกหนังสือเข้าหาตัวร้านแทนที่จะหันออกถนน เพื่อป้องกันแสงแดดทำให้ปกซีดจาง เป็นเกร็ดเล็ก ๆ ที่สังเกตได้เวลาเดินเลาะดูหนังสือ
“การเลือกหนังสือที่นี่สนุกตรงที่ไม่จำเป็นต้องอ่านภาษาญี่ปุ่นก็เพลินได้ เพราะปกหนังสือเก่า โฆษณา และงานออกแบบตัวอักษรสะท้อนรสนิยมของแต่ละยุคได้ดี มีความน่าสนใจและแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด”

สำหรับคนชอบงานดีไซน์และภาพประกอบ ร้าน Magnif คือจุดหมายที่พลาดไม่ได้ เพราะเป็นร้านรวมนิตยสารวินเทจหายาก โดยเฉพาะนิตยสารแฟชั่นเก่าอย่าง Vogue และ Harper’s Bazaar ฉบับเก่าที่หาไม่ได้จากที่อื่น เหมาะกับคนทำงานสายกราฟิก แฟชั่น หรือแค่อยากดูภาพประกอบเก๋ ๆ จากยุคก่อน
แม้ร้านส่วนใหญ่จะเน้นหนังสือภาษาญี่ปุ่น แต่หลายร้านก็มีมุมหนังสือภาษาอังกฤษให้เลือก สังเกตได้จากป้ายคันจิ 洋書 (อ่านว่า โยโช แปลว่าหนังสือต่างประเทศ) ร้าน @wonder เป็นร้านที่สังเกตง่ายเพราะมีชั้นหนังสือวางเรียงอยู่ด้านนอกร้าน ข้างในมีทั้งหนังสือภาษาอังกฤษและคอมมิกมาร์เวลจำนวนมาก ส่วนชั้น 2 ของ Kitazawa Shoten ก็เป็นอีกจุดที่รวมหนังสือวิชาการภาษาอังกฤษไว้เยอะไม่แพ้กัน

จิมโบโจไม่ได้มีดีแค่หนังสือ แต่ยังเป็น “เมืองแกงกะหรี่” ของโตเกียวด้วย ร้านที่ดังที่สุดคือ Bondy (บอนดี้) เปิดมานานกว่า 50 ปี คว้าแชมป์งาน Kanda Curry Grand Prix ครั้งแรกในปี 2011 จุดเด่นคือแกงกะหรี่สไตล์ยุโรปรสเข้มข้น ตัดด้วยความหวานอ่อน ๆ จากผักและผลไม้ เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งต้ม 2 ลูกกับเนยเป็นซิกเนเจอร์ที่ลูกค้าชอบถ่ายรูปลงโซเชียล เมนูแนะนำคือบีฟแกงกะหรี่ ราคาประมาณ 1,700 เยน เลือกความเผ็ดได้ 3 ระดับ (หวาน กลาง เผ็ด) ร้านอยู่ชั้น 2 เหนือร้านหนังสือ ทางเข้าค่อนข้างซ่อนอยู่ด้านหลังตึกฝั่งลานจอดรถ อาจต้องเดินหาสักหน่อย เดินจากทางออก A6 เพียง 1 นาที ช่วงเที่ยงมักมีคิวยาว แนะนำให้ไปก่อน 11:30 น. หรือหลังบ่าย 2 โมง

อีกร้านที่มีประวัติยาวนานไม่แพ้กันคือ เคียวเออิโด (Kyoeido) ก่อตั้งปี 1924 ขึ้นชื่อเรื่องแกงกะหรี่ “สุมาตรา” รสเข้มข้นแต่กินง่าย มีให้เลือกทั้งหมู เนื้อ และไก่ เป็นอีกตัวเลือกที่คนท้องถิ่นรับประกันความอร่อย
ถ้าอยากพักขาระหว่างเดินเที่ยวหนังสือ แนะนำ Sabouru (さぼうる) คาเฟ่สไตล์เรโทรที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1955 ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้แบบยุคโชวะ มีตุ๊กตาโทเท็มตัวใหญ่ต้อนรับหน้าร้าน เมนูแนะนำคือครีมโซดาสีสันสดใสและกาแฟรสเข้ม ราคาเครื่องดื่มอยู่ที่ 400-600 เยน ร้านแบ่งเป็น Sabouru 1 (ร้านหลัก เน้นเครื่องดื่มและของว่าง) กับ Sabouru 2 ที่อยู่ติดกัน เน้นเมนูอาหาร ไฮไลต์คือสปาเกตตีนาโปลิตัน (Napolitan) จานยักษ์เส้นเหนียวนุ่มซอสมะเขือเทศ อร่อยและอิ่มมาก ราคาประมาณ 650 เยน ทั้งสองร้านอยู่ใกล้ทางออก A7 เพียงไม่กี่ก้าว เปิดทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์ ช่วงเสาร์หรือวันธรรมดา 14:00-16:00 คนจะแน่นมาก แนะนำไปช่วงเช้าจะได้บรรยากาศเงียบสงบกว่า
จิมโบโจซ่อนอีกด้านที่คนไม่ค่อยรู้ นั่นคือการเป็นแหล่งรวมร้านเครื่องเขียนเก่าแก่ ร้านเด่นที่สุดคือ บุนโบโด (文房堂) ก่อตั้งปี 1887 ตั้งอยู่บนถนนซุซุรันโดริ (Suzuran-dori) ตัวอาคารเป็นสไตล์เรโทรมีรูปปั้นหินตกแต่งหน้าร้าน ภายในมีหลายชั้น ตั้งแต่เครื่องเขียนดีไซน์เก๋ ของใช้ลายแมวสุดน่ารัก ไปจนถึงอุปกรณ์วาดภาพระดับมืออาชีพสำหรับนักศึกษาศิลปะ ชั้นบนสุดยังมีบริการใส่กรอบรูปด้วย

อีกร้านที่คนรักกระดาษต้องรู้จักคือ ยามากาตะยะ คามิเต็น (Yamagataya Kamiten) ร้านกระดาษวาชิเก่าแก่ตั้งแต่ปี 1879 มีทั้งกระดาษห่อของขวัญและกระดาษจดหมายราคาย่อมเยาเริ่มต้นเพียงหลักร้อยเยน เหมาะซื้อเป็นของฝากที่มีความเป็นญี่ปุ่นแท้ ๆ
“ใครชอบเครื่องเขียนไม่ควรมองร้านเหล่านี้เป็นแค่ร้านของฝาก เพราะญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการออกแบบของใช้ประจำวันที่ละเอียดมาก ตั้งแต่คุณภาพกระดาษ น้ำหนักปากกา ไปจนถึงรายละเอียดเล็ก ๆ ของบรรจุภัณฑ์ เดินดูเพลินจนรู้ตัวอีกทีก็เต็มถุง”
การเดินเที่ยวจิมโบโจเหมาะกับการค่อย ๆ เดินสำรวจมากกว่าการรีบเก็บให้ครบทุกจุด เพราะเสน่ห์ของย่านนี้ซ่อนอยู่ตามร้านค้า มุมถนน และรายละเอียดเล็ก ๆ ระหว่างทาง สามารถวาง Route ให้เดินต่อเนื่องเป็นวงหรือไล่ไปตามถนนสายหลัก แล้วค่อยแวะร้านที่สนใจระหว่างทางได้อย่างยืดหยุ่น ใช้เวลาประมาณครึ่งวันก็เพียงพอสำหรับสัมผัสบรรยากาศ อ่านหนังสือ ช้อปของสะสม และพักหาอะไรอร่อย ๆ ก่อนเดินทางต่อไปยังย่านอื่นของโตเกียว
เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาจำกัดแต่อยากสัมผัสบรรยากาศจิมโบโจแบบเข้มข้น
เพิ่มเวลาให้ได้เดินช้อปหนังสือและเครื่องเขียนแบบไม่รีบ
สำหรับคนที่อยากต่อยอดไปย่านใกล้เคียง

ช่วงเช้าเดินเที่ยวจิมโบโจแบบเต็มอิ่มตามโปรแกรมครึ่งวัน
ก่อนออกเดินสำรวจจิมโบโจ มีข้อมูลเล็ก ๆ ที่ควรรู้ไว้เพื่อวางแผนเที่ยวได้ราบรื่นขึ้น ทั้งช่วงเวลาที่เหมาะกับการเดินร้านหนังสือ การเตรียมตัวสำหรับร้านที่มีวันหยุดแตกต่างกัน และการเผื่อเวลาเลือกซื้อหนังสือหรือของสะสม เพราะแต่ละร้านมีบรรยากาศและประเภทสินค้าที่ต่างกัน นอกจากนี้ หากตั้งใจเดินเที่ยวหลายร้าน ควรสวมรองเท้าที่เดินสบายและเผื่อพื้นที่ในกระเป๋าไว้สำหรับหนังสือเล่มใหม่ เพราะย่านนี้เป็นประเภทที่ “ตั้งใจมาเดินเล่น” แต่มีโอกาสกลับออกไปพร้อมของติดมือมากกว่าที่คิด
| รายการ | ราคาโดยประมาณ |
| เดินทางไป-กลับจากใจกลางโตเกียว | ~360-440 เยน |
| แกงกะหรี่มื้อกลางวัน | ~1,500-1,800 เยน |
| คาเฟ่พักขา 1 มื้อ | ~500-800 เยน |
| หนังสือ/เครื่องเขียนเป็นของฝาก | ~1,000-5,000 เยน (ขึ้นอยู่กับปริมาณ) |
| รวมโดยประมาณต่อคน | ~3,500-8,000 เยน |
ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าที่พัก เพราะจิมโบโจเหมาะไปแบบเช้าไปเย็นกลับจากที่พักในโตเกียวมากกว่าการพักค้างคืนในย่านนี้โดยเฉพาะ
“อีกวิธีเที่ยวจิมโบโจให้สนุกคือกำหนด “เวลา” มากกว่า “จำนวนร้าน” เพราะการค้นหนังสือมือสองไม่มีสูตรตายตัว บางครั้งร้านที่ไม่ได้อยู่ในลิสต์กลับเป็นร้านที่ทำให้เราเสียเวลาไปเป็นชั่วโมงแบบเต็มใจ”
ร้านหนังสือส่วนใหญ่ในจิมโบโจเปิดประมาณ 10.00-11.00 น. ควรวางแผนไปถึงช่วงสายจะดีกว่าเช้าตรู่ และหลายร้านหยุดวันอาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ ถ้าอยากได้ประสบการณ์ครบทุกร้านแนะนำไปวันธรรมดา

ช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายนของทุกปีจะมีงาน “เทศกาลหนังสือเก่าคันดะ” (神田古本まつり) ซึ่งเป็นงานหนังสือมือสองที่ใหญ่ที่สุดในโลก ร้านหนังสือกว่า 100 ร้านนำหนังสือมาวางขายบนรถเข็นยาวตลอดถนนยาสุคุนิโดริ บรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษ แต่ก็มีคนพลุกพล่านกว่าปกติมาก หนังสือที่วางขายบนรถเข็นกว่า 95% เป็นภาษาญี่ปุ่น หากตั้งใจหาหนังสือภาษาอังกฤษเป็นหลัก แนะนำให้มุ่งตรงไปที่ร้าน Kitazawa Shoten หรือ @wonder จะสะดวกกว่า ⚠️ ควรเช็กวันจัดงานปีปัจจุบันก่อนเดินทาง เพราะบางปีก็มีงานเสริมช่วงฤดูใบไม้ผลิเพิ่มเติมด้วย
หนังสือหนักกว่าที่คิดเสมอ ถ้าตั้งใจไปช้อปหนังสือแบบจริงจัง ควรเผื่อน้ำหนักกระเป๋าให้ดี เพราะสายการบินส่วนใหญ่จำกัดน้ำหนักกระเป๋าโหลดใต้ท้องเครื่องราว 20-23 กิโลกรัมต่อใบ วิธีที่คนซื้อหนังสือเยอะนิยมใช้คือแพ็กหนังสือแยกเป็นกล่องแล้วส่งพัสดุกลับบ้านผ่านบริการขนส่งในญี่ปุ่นอย่างยามาโตะ (Yamato) หรือส่งทาง EMS ของไปรษณีย์ญี่ปุ่น ซึ่งบางร้านใหญ่อย่าง Kitazawa Shoten หรือร้านหนังสือมือสองบางแห่งก็มีบริการช่วยแพ็กส่งให้เช่นกัน สอบถามพนักงานหน้าร้านได้โดยตรง
สำหรับใครที่กำลังวางแผนมาเที่ยวจิมโบโจ อาจมีคำถามอยู่ไม่น้อยทั้งเรื่องช่วงเวลาที่เหมาะกับการเดินเที่ยว ระยะเวลาที่ควรเผื่อ การเดินทาง บรรยากาศของย่าน และสิ่งที่ควรรู้ก่อนแวะร้านหนังสือหรือเลือกซื้อของสะสม ส่วนนี้จึงรวบรวมคำถามที่นักท่องเที่ยวมักสงสัยไว้ให้แบบเข้าใจง่าย เพื่อช่วยให้วางแผนเที่ยวได้สะดวกขึ้น และใช้เวลาในจิมโบโจได้คุ้มค่าที่สุด
ถ้าแค่อยากเดินดูบรรยากาศและกินแกงกะหรี่ 2-3 ชั่วโมงก็เพียงพอ แต่ถ้าอยากเดินร้านหนังสือแบบละเอียดพร้อมช้อปเครื่องเขียน ควรกันเวลาไว้ครึ่งวันขึ้นไป

จิมโบโจอยู่ใกล้โอชาโนมิสุและอากิฮาบาระ เดินต่อได้สบาย นอกจากนี้ยังอยู่ไม่ไกลจากพระราชวังอิมพีเรียล (Imperial Palace) และโตเกียวโดม (Tokyo Dome) สามารถวางแผนต่อเที่ยวในวันเดียวกันได้ทั้งสองที่
“จิมโบโจจึงเหมาะกับการเที่ยวแบบไม่มีเป้าหมายตายตัว เป็นย่านที่ไม่ได้พยายามสร้างความตื่นตาตื่นใจในทันที แต่ค่อย ๆ เปิดเสน่ห์ผ่านหนังสือ ร้านเก่า อาหาร และรายละเอียดเล็ก ๆ ระหว่างทาง ยิ่งใช้เวลาอยู่กับย่านนานเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใจว่าทำไมคนรักโตเกียวถึงผูกพันกับที่นี่”
จิมโบโจเหมาะกับคนที่อยากเห็นโตเกียวในจังหวะที่ช้าลง ไม่ต้องเบียดเสียดกับฝูงชน แค่เดินเลาะร้านหนังสือ กินแกงกะหรี่ร้อน ๆ แล้วปิดท้ายด้วยครีมโซดาที่คาเฟ่เรโทรสักแก้ว ก็ถือว่าคุ้มค่าเวลาแล้ว ใครที่วางแผนไปโตเกียวรอบหน้า ลองใส่ย่านหนังสือที่โลกยกให้คูลที่สุดแห่งนี้ไว้ในลิสต์ดูสักครั้ง

Blogger : Pennapa Uttamang
Position : แกะรอยวิธีคิด พลิกวิกฤตเป็นทริปใหม่: บันทึกการเดินทางฉบับเรียลไทม์ โดยบรรณาธิการผู้หลงรักญี่ปุ่น
จากอดีตบรรณาธิการที่รับใช้ถ้อยคำมาหลายทศวรรษ สู่การเป็นนักเขียนและนักออกแบบโบรชัวร์ญี่ปุ่นที่หลงรักการเดินทางเป็นชีวิตจิตใจ อ้อตั้งใจส่งต่อแรงบันดาลใจผ่านเรื่องราวที่ "จริง" และ "ใช้ได้จริง" ตั้งแต่วิถีชีวิต การทำธุรกิจท้องถิ่น ไปจนถึงลายแทงร้านอร่อยที่ชาวบ้านกินกันจริงๆ เพราะเชื่อว่าเสน่ห์ของญี่ปุ่นไม่ได้มีแค่ภาพสวยๆ แต่คือแนวคิดที่นำมาปรับใช้กับชีวิตได้ และอ้อยินดีที่จะเป็นไกด์นำทางให้ทริปของคุณราบรื่นขึ้น แม้ในวันที่ฟ้าไม่เป็นใจค่ะ

เที่ยวญี่ปุ่น เมืองไหนดี แนะนำ 10 เมืองเด็ด ความน่าสนใจ ที่ต้องไปเยือน
เที่ยวญี่ปุ่น เมืองไหนดี แนะนำ 10 เมืองเด็ดน่าเที่ยว ที่มีความโดดเด่นน่าสนใจ ท...

Kintetsu Rail Pass มีใบเดียวเที่ยวคุ้ม โอซาก้า เกียวโต นาโกย่า เดินทางประหยัด
แนะนำพาสเที่ยวสุดคุ้ม Kintetsu Rail Pass ใบเดียวลุยได้ทั่วทั้ง โอซาก้า เกียวโต...

【ฤดูใบไม้ร่วง–ฤดูหนาว 2026】มาญี่ปุ่นซื้ออะไรดี? 10 ของฝากยอดฮิตในหมู่คนไทย หาซื้อง่ายที่ดองกี้
คูปองส่วนลดสุดคุ้ม ใช้ช้อปที่ Don Quijote ได้ ถ้ามาช้อป […]...

คลายสงสัย เที่ยว Tokyo pass ไหนดี วางแผนเดินทางได้ในงบจำกัด
ถ้าเที่ยวโตเกียวคราวนี้ไม่รู้จะซื้อพาสแบบไหน ไปกี่วันต้องใช้พาสยังไง มีคำถามใน...

นั่งชินคันเซ็นคุ้มๆ จากโตเกียวไปโอซาก้า เดินทางง่ายแค่ใช้ JR PASS
เที่ยวให้ทั่วโตเกียวแล้วไปต่อโอซาก้า เพราะเรามีแผนการเดินทางสุดคุ้มจากโตเกียวไ...
Police
110
Ambulance
119
AMDA International Medical Information Center
03-6233-9266
สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว
090-4435-7812
สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซาก้า
090-1895-0987
สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟุกุโอกะ
090-2585-3027 หรือ 090-9572-1515