1คิริทังโปะ (Kiritanpo)

คิริทัมโปะ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “ทัมโปะ” นั้น ทำมาจากข้าวสวยใหม่ๆ ที่ปลูกในจังหวัดอาคิตะ นำมาบดหรือตำให้เนื้อหยาบ แล้วนำไปพันหุ้มกับไม้สนของอาคิตะ จากนั้นนำไปย่างไฟก็จะได้ทัมโปะมานั่นเอง ซึ่งทัมโปะสามารถนำมาทานได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นหม้อไฟที่เราเรียกกันว่า คิริทัมโปะ โดยนำไก่ที่เพาะเลี้ยงในอาคิตะ และผักหรือเห็ดที่มีกลิ่นหอมมาใส่รวมกันในหม้อ ซึ่งคิริทัมโปะเป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง

2อินะนิวะ อุด้ง (Inaniwa Udon)

Cr: Yasuyuki HIRATA

อินะนิวะ อุด้ง คือเส้นอุด้งที่ถูกทำโดยวิธีดั่งเดิมของอาคิตะ ซึ่งมีวิธีการที่เป็นเอกลักษณ์ คือการใช้มือนวดและยืดเส้น จึงทำให้เส้นบางกว่าอุด้งแบบปกติ ขั้นตอนในการต้มเส้นนั้นใช้เวลาในไม่นาน จึงทำให้เส้นมีความนุ่มหนึบหนับ (จึงได้ใจคนญี่ปุ่น จนติดอันดับ 3 ของอุด้งที่อร่อยที่สุดในญี่ปุ่น)

3ฮิไนจิโดริ เนื้อไก่ฮิไน (Hinaijidori Chicken)

Cr: Kurokayo

เนื้อไก่ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงในจังหวัดอาคิตะ ซึ่งความพิเศษของมันก็คือ การเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ ให้เจ้าไก่น้อยได้มีอิสระในการเดินทำให้ไม่ค่อยมีไขมัน จึงถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสามของไก่ที่มีรสชาติเยี่ยมในญี่ปุ่น ซึ่ง ฮิไนจิโดริ สามารถนำไปทำเป็นอาหารได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น ไก่ย่าง หม้อไฟ หรือเสต็กก็ได้ มีหลากเมนูให้เลือกลองเลย

4ไอศครีมบาบาเฮระ (Babahera Ice Cream)

Cr: Koji Horaguchi

ไอศครีมบบาเฮระนั้นหาทานได้แค่ช่วง เม.ย. ถึง ต.ค. ซึ่งคนขายจะต้องเป็นคุณป้าชาวอาคิตะเท่านั้นนะ สีสันของไอศครีมก็จะเป็นสีชมพู มาจากสตรอเบอร์รี่ และสีเหลืองมาจากกล้วย โดยชื่อบาบาเฮระนั้นมาจาก บาบา แปลว่า คุณป้า (คุณป้าคนขายนั้นเอง) เฮระ คือ ตะหลิวที่ใช้ตักไอศกรีม รูปทรงที่ทำออกมาก็จะคล้าย ๆ ดอกไม้ ช่างเข้ากันกับบรรยากาศจริงๆ นะ แต่บาบาเฮระไม่ได้หาทานกันง่าย ๆ เพราะถ้าจะซื้อทานต้องซื้อกับคุณป้าที่ขายอยู่ในเมืองอาคิตะเท่านั้น แถมยังไม่มีวางขายทั่วไปอีกด้วยนะ จะมีขายในงานต่างๆ ที่จัดขึ้นในจังหวัด หรือตามสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็น Rare Item ที่ต้องไปโดนสักครั้ง

5ฮาตะฮาตะซูชิ (Hata hata sushi)

Cr: Koji Horaguchi

ปลาฮาตะฮาตะ เป็นปลาขึ้นชื่อของจังหวัดอาคิตะเนื่องจากเป็นปลาหายาก ฮาตะฮาตะซูชินั้นเป็นอาหารพื้นเมืองของชาวอาคิตะ โดยวิธีการทำก็คือ เอาปลาฮาตะฮาตะมาหมักกับเกลือ, ข้าว, โคจิ (ส่วนผสมสำคัญที่ใช้ในอาหารหมักของญี่ปุ่น) และผักต่างๆ ก็จะได้ออกมาเป็นฮาตะฮาตะซูชิ โดยตัวเนื้อของปลาจะเหนียวนุ่มหนึบหนับคล้ายเยลลี่ และให้รสหวานอร่อย

6อาคิตะคายาคิ (Akita Kayaki)

ความพิเศษของอาคิตะคายาคิก็คือหม้อนั่นเอง เพราะหม้อที่นำมาใส่วัตถุดิบนั้นคือเปลือกหอยขนาดใหญ่ แล้วใส่อาหารทะเล ใส่น้ำปลาจากปลาฮาตะฮาตะลงไป ก็จะกลายเป็นอาคิตะคายาคิ เรียกได้ว่ารวมความพิเศษที่ไม่เหมือนใครไว้ถึง 2 อย่างทีเดียว

7จุนไซ (Junsai,Water shield)

Cr: ja.wikipedia.org

จุนไซ เป็นพืชน้ำที่หาได้จากบึงที่ใสสะอาดยอดอ่อนของจุนไซมีเมือกลื่นจึงทำให้มีลักษณะคล้ายกับเยลลี่ โดยสามารถนำไปประกอบเป็นอาหารชนิดต่างๆ มากมาย เช่น น้ำซุป อาหารที่ปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชู ลวกกับซีอิ๊ว หรือเทมปุระ และสามารถนำไปทานกับอาหารประเภทอื่นๆ ได้อีกมากมาย

8อาคุระเบียร์ (Akura Beer)

Cr: Yuichi Kosio

เป็นเบียร์เพียงชนิดเดียวของอาคิตะ สไตล์การหมักแบบเยอรมัน ภายใต้สโลแกนว่า อร่อยที่ปาก แถมยังดีต่อสุขภาพ แต่ก็ไม่ควรจะดื่มเยอะกันไปนะ เอาแค่พอดีๆ พอหอมปากหอมปากคอ

9เหล้าท้องถิ่น (Sage)

จังหวัดอาคิตะเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ขึ้นเรื่องการปลูกข้าว และมีชื่อเสียงด้านการหมักเหล้าด้วย ทำให้มีโรงบ่มเหล้าถึง 40 แห่ง ซึ่งล้วนอยู่ในเขตสภาพอากาศหนาวเย็นและมีหิมะตกหนัก ซึ่งมีเทคนิคการบ่มกลางฤดูหนาวและเทคนิคซังไนโทจิ ที่รู้จักกันมาแต่โบราณว่าทำให้ได้เหล้าที่มีรสชาติแสนอร่อย

10ทงบุริ (Tonburi)

คือเมล็ดของหญ้าโฮกิที่นำไปแปรรูปทำให้มีรสสัมผัสเด้งกรุบกรอบ โดยสามารใช้โรยลงในอาหารต่างๆ ใส่ในถั่วนัตโตะ อาหารหมักน้ำส้มสายชู หรือสลัดต่างๆ ได้ โดยช่วยชูรสของอาหารให้อร่อยมากขึ้นอีกด้วย

ข้อสรุป

เป็นอย่างไรบ้างกับของดีขึ้นชื่อแห่งเมืองอาคิตะ เรียกได้ว่าอ่านไปหิวไปเลยทีเดียว เอาเป็นว่าถ้าหากใครมีโอกาสไปเที่ยวแล้วล่ะก็ อย่าลืมลิสต์รายการเหล่านี้แล้วไปลองชิมกันให้ได้เลยนะ เพราะส่วนใหญ่ไม่สามารถหาทานได้ที่ไหนนอกจากอาคิตะ เรียกได้ว่าถ้าไปอาคิตะแล้วไม่ได้ชิม ก็เหมือนกับไปไม่ถึงเลยล่ะ