รีวิว เที่ยวยามากาตะ จัดเต็มพิกัดเที่ยวเด็ด ครบทุกไฮไลท์ ชม ชิม ช้อป!

15/03/2021
พา เที่ยวยามากาตะ แบบจัดเต็ม แวะชมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่จัดแสดงแมงกะพรุนหลากสายพันธุ์ที่สุดในโลก แช่ออนเซ็นเก่าแก่บรรยากาศย้อนยุคชื่อดังอย่างกินซังออนเซ็น ตื่นตากับปีศาจหิมะ ถ่ายรูปกับไมโกะ ไหว้ศาลเจ้าเสริมดวง ทำกิจกรรมเก๋ๆ ในเมืองแห่งหมากรุก ชิมเนื้อชั้นดีและอาหารขึ้นชื่อ ปิดท้ายด้วยช้อปของฝากที่หาซื้อได้ที่นี่เท่านั้น มาตะลุยจังหวัดแห่งหิมะนุ่มฟูพร้อมสัมผัสวัฒนธรรมไปพร้อมกัน ใครกำลังหาที่เที่ยวยามากาตะอยู่ ต้องอ่าน!

1 พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำคาโมะ (Kamo Aquarium)

เที่ยวยามากาตะ

อาคารสีขาวทรงโค้งอันเป็นเอกลักษณ์มาพร้อมกับประภาคารที่มองลงมาเห็นทะเลกว้างใหญ่ เปิดทำการในปี ค.ศ. 1930 ตั้งอยู่ในเมืองสึรุโอกะ แถบโชไน อควาเรียมแห่งเดียวในจังหวัดยามากาตะที่ตั้งอยู่ริมทะเลญี่ปุ่น

การจัดแสดงแมงกะพรุนของที่นี่เริ่มต้นด้วยความบังเอิญล้วนๆ แต่กลับโด่งดังและได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก จนได้บันทึกลงกินเนสบุ๊คว่าเป็นอควาเรียมที่มีแมงกะพรุนหลากสายพันธุ์ที่สุดในโลก!

เที่ยวยามากาตะ

แมงกะพรุนหลากสีจัดแสดงอยู่ในโซน Kuranetarium พร้อมนิทรรศกาเกี่ยวกับความมหัศจรรย์และระบบนิเวศของแมงกะพรุน เมื่อเดินไปจนสุดทางจะพบกับไฮไลท์เด็ดอย่าง Kurage Dream Theater ตู้ทรงกลมใหญ่ถึง 5 เมตร ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในโลก แมงกะพรุนนับพันตัวแหวกว่ายอยู่ในตู้กระจกภายใต้แสงไฟ สวยงามอย่างน่าพิศวง มีที่นั่งให้ผ่อนคลายไปกับแมงกะพรุนที่ลอยกระเพื่อมไปมา ถ่ายรูปจากด้านหน้าก็ได้รูปสวยๆ เป็นที่ระลึก

มีตู้จัดแสดงปลาน้ำจืดในแถบโชไนและสระแมวน้ำ ในฤดูร้อนยังมาให้อาหารนกนางนวลกันได้อีกด้วย

เที่ยวยามากาตะ

แวะชิมซอฟท์ครีมแมงกะพรุน สัมผัสกรุบๆ แปลกดี ชมวิวทะเลจากร้านอาหารพร้อมเพลิดเพลินไปกับเมนูแมงกะพรุนที่ลิ้มลองได้ที่นี่เท่านั้น รวมถึงปลาสดๆ ในท้องถิ่น หรือจะขึ้นไปชมทะเลญี่ปุ่นระหว่างมื้ออาหารจากสนามหญ้าบนดาดฟ้าก็ได้ด้วยนะ อย่าลืมแวะซื้อสินค้ารูปแมงกะพรุนและคุกกี้น่ารักๆ กันที่กิฟต์ช็อป

นับเป็นพิกัดเที่ยวที่ขนาดกะทัดรัดแต่เต็มไปด้วยความสนุก เหมาะทั้งสำหรับคู่รัก ครอบครัว และกลุ่มเพื่อน

  • ค่าเข้า 1,000 เยน / ประถมและมัธยม 500 เยน / เด็กเล็กเข้าฟรี
  • แนะนำให้อยู่อย่างต่ำ 1 ชั่วโมง หรือเดินชมสบายๆ 2 ชั่วโมง
  • 2 Shonai Bus Terminal and Shopping Center

    เที่ยวยามากาตะ

    ศูนย์จำหน่ายสินค้าแห่งใหญ่ที่สุดในพื้นที่โชไน มีหอคอย Hinomiyagura เป็นแลนด์มาร์ก มีสินค้าหลากหลายครบครันทั้งอาหารทะเลจากทะเลญี่ปุ่นและหาดโชไน ขนมขึ้นชื่อ ผลไม้ สาเกท้องถิ่น และอีกมากมาย รวมถึงมีมุมอาหารพื้นบ้าน ข้าวหน้าอาหารทะเล และฟาสต์ฟู้ดให้แวะเติมพลัง มีร้านดังอย่าง Hirata Farm ที่ดังเรื่องเมนูเนื้อหมูและ Shonai Ramen Kaido ด้วยนะ

    เที่ยวยามากาตะ

    สำหรับมื้อเที่ยง เราสั่งเซ็ตปลาคันดาระจากร้าน Ajidokoro Shonai-an มาลิ้มลองรสชาติแห่งหน้าหนาว นาเบะที่อัดแน่นด้วยความกลมกล่อมจากปลาคอด ข้าวหน้าไข่ปลา ข้าวหน้าซาชิมิปลาคอดที่พันด้วยสาหร่ายคอมบุ เสริมทัพด้วยผักดอง อร่อยเต็มอิ่ม อุ่นไปทั้งกายและใจ ภายในร้านมีโต๊ะพร้อมเตาไฟด้วย บรรยากาศดีมากๆ

    ซุปปลาคันดาระคืออาหารที่ถือเป็นรสชาติแห่งฤดูหนาวของพื้นที่โชไนแห่งจังหวัดยามากาตะ จนถึงกับมีการจัดเทศกาลคันดาระขึ้นในฤดูหนาวของทุกปีเลยทีเดียว

    เที่ยวยามากาตะ

    มุมของฝากมีสินค้าหลากหลาย ที่นิยมเป็นพิเศษคือขนมถั่วแระดาดาฉะที่ปลูกในแถบโชไนสึรุโอกะ ดาดาฉะคือภาษาถิ่นโชไนที่แปลว่า “พ่อ” ว่ากันว่าครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเจ้าเมืองคนหนึ่งชอบถั่วแระมาก ให้คนรวบรวมถั่วแระไปให้ทุกวัน และทุกครั้งก็จะถามว่า “นี่คือถั่วของพ่อคนไหน” จึงเป็นที่มาของชื่อถั่วดาดาฉะนี้เอง คุกกี้ผสมถั่วดาดาฉะของที่นี่มีหลายรูปแบบ แพ็คมาในซองเล็ก เหมาะกับการซื้อเป็นของฝากอย่างยิ่ง!

    3 Somaro Maiko Teahouse

    เมืองซากาตะคือเมืองท่าที่เฟื่องฟูด้านการค้าขายกับเกียวโตผ่านเส้นทางเดินเรือคิตามาเอะบูเนะในสมัยเอโดะ และร้านนี้ก็เป็นที่นิยมจนเป็นหน้าตาของซากาตะเลยก็ว่าได้ อาคารหลักที่สร้างจากไม้ถูกเผาในเหตุไฟไหม้ปี ค.ศ. 1894 จึงมีการสร้างอาคารใหม่รอบโกดังเดิม และในปี ค.ศ. 1996 ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมประจำชาติ

    เที่ยวยามากาตะ

    หินรูปพัดที่คลี่กางบริเวณทางเข้าสวยงามสะดุดตา พัดหินนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากพัดของไมโกะและพัดของตุ๊กตาฮินะ ซึ่งจะเห็นประดับประดาอยู่ทั่วไปตามผ้าม่านและกำแพง เดินดูห้องในชั้น 1 ได้อย่างอิสระและถ่ายภาพในอาคารได้ด้วย

    เที่ยวยามากาตะ

    ไมโกะในเกียวโตมักอายุ 16-20 ปี แต่ไมโกะของซากาตะจะอยู่ที่ 18-25 ปี ปัจจุบันมีไมโกะของซากาตะอยู่ 4 คน แสดงร่วมกับผู้บรรเลงเพลงอีก 5 คน ซึ่งจะสามารถชมการแสดงของไมโกะได้ทุกวันตั้งแต่ 14.00 น. เป็นต้นไป (ต้องจองล่วงหน้า)

    เมื่อขึ้นไปนั่งในห้องโถงบนชั้น 2 เราจะได้ชมวิดีโอแนะนำประมาณ 40 นาที หลังไมโกะแนะนำตัวแล้วก็จะเข้าสู่ช่วงการแสดง ซึ่งมีทั้งหมด 3 บทเพลง ได้แก่การเต้นรำเลียนแบบการทำเกษตร การเต้นรำประจำฤดูกาลที่จะเปลี่ยนไปทุกเดือน และการร่ายรำที่สื่อถึงการค้าขายอันเฟื่องฟู

    ห้ามถ่ายรูประหว่างการแสดงเด็ดขาด หลังจบการแสดงแล้วถึงจะเข้าสู่ช่วงถ่ายรูปที่อนุญาตให้ถ่ายกับไมโกะได้ จะโพสต์ลงแอคเคาท์ส่วนตัวก็ไม่ว่ากัน อย่าลืมมาให้ทัน 14.00 น. กันนะ

    เที่ยวยามากาตะ

    นอกจากนี้ตามถนนด้านหน้ายังมีฝาท่อลวดลายน่ารักๆ ให้ตามหาที่เที่ยวในซากาตะกันอีกด้วย

  • ค่าเข้า 1,000 เยน
  • ค่าเข้าพร้อมชมการแสดง 1,800 เยน
  • 4 ซันโนคลับ (Sanno Club)

    เที่ยวยามากาตะ

    ร้านอาหารเก่าแก่ตั้งแต่ปี 1895 ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมแห่งชาติ เปี่ยมไปด้วยวัฒนธรรมแห่งร้านอาหารญี่ปุ่นอย่างหรูและประวัติศาสตร์ของซากาตะ ภายในร้านตกแต่งด้วย “ซากาตะคาซาฟุคุ” หรือร่มประดับผ้าหลากสีห้อยระย้า ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น 1 ใน 3 เครื่องประดับชนิดแขวนที่อลังการที่สุดของญี่ปุ่น มีทั้งส่วนจัดแสดงตลอดทั้งปี และนิทรรศการพิเศษในช่วงกุมภาพันธ์ถึงต้นเมษายน สวยงามตระการตามากๆ

    (※อีก 2 เครื่องประดับคือ ยานากาวะซาเกะมอนของฟุกุโอกะ และเครื่องแขวนของอิซึอินาโทริ)

    คาซาฟุคุของซากาตะนี้คือหนึ่งในเครื่องประดับที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยเอโดะ คนที่นี่จะถวายคาซากุคุแก่วัดและศาลเจ้าในท้องถิ่น เพื่อขอให้ลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ และขอให้ครอบครัวมีความสุข

    เที่ยวยามากาตะ

    เครื่องประดับร่มทุกชิ้นล้วนมีความหมาย เช่น หนูหมายถึงขอให้มีลูกเยอะๆ และให้เป็นคนขยัน น้ำเต้าช่วยปัดทุกข์ป้องภัยและอวยพรให้การค้าขายมั่งคั่ง ถุงทองอวยพรให้ไม่ขัดสนเงินทอง เป็นต้น ในไกด์บุ๊คมีคำอธิบายภาษาอังกฤษด้วย ขอจากสต๊าฟแล้วเดินดูพร้อมกับค้นหาความหมายของเครื่องประดับแต่ละชิ้นก็สนุกดี

    เมื่อขึ้นไปห้องโถงขนาด 106 เสื่อบนชั้น 2 จะได้พบกับร่มคันใหญ่ถึง 2 เมตร ซึ่งมีของตกแต่งห้อยระย้าถึง 999 ชิ้น! จัดว่าเป็นไฮไลท์เด็ดที่ต้องถ่ายรูปกันรัวๆ แล้วโพสต์สักหน่อย

    เที่ยวยามากาตะ

    แม้เวิร์กช็อปทำคาซาฟุคุจะงดไปเนื่องจากสถานการณ์โควิด แต่ก็มีเซ็ต DIY จำหน่ายในราคา 1,000 เยนที่ร้านค้าชั้น 1 โดยมีหลายแบบให้เลือกคำขอพรที่ตรงกับตัวเอง (หากเวิร์กช็อปเปิด เพียงซื้อเซ็ตนี้ก็จะร่วมกิจกรรมได้โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม แถมยังได้ผ้าเช็ดหน้าลายน่ารักๆ เป็นที่ระลึกอีก คุ้มมาก)

    ค่าเข้าเพียง 410 เยน ถูกแสนถูก

    5 โรงเก็บข้าว Sankyo Soko

    โรงเก็บข้าวอันเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองซากาตะที่อยู่มาตั้งแต่ปี 1893 ปัจจุบันมีโกดัง 12 หลังและยังคงใช้เก็บข้าวอยู่ 3 หลังใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ร้านอาหาร และร้านขายของฝาก โกดังขนาดใหญ่มุงด้วยหลังคาทรงสามเหลี่ยม ทากำแพงเป็นสีขาวสะอาดตา ปรับปรุงภายในให้อากาศถ่ายเทได้ดี เพื่อให้เก็บข้าวได้นาน

    เที่ยวยามากาตะ

    ต้นเคยากิที่เรียงไปตลอดแนวโกดังคือจุดถ่ายรูปที่น่าเช็คอินมาก ต้นไม้เหล่านี้ช่วยปกป้องโกดังจากลมทะเลและแสงแดดในฤดูร้อน แถมยังสร้างทัศนียภาพสีเขียวชอุ่มและใบไม้แดงที่งดงาม แม่น้ำข้างโกดังมีเรือที่เคยใช้ขนข้าวจัดแสดงให้ชม

    เข้าชมพิพิธภัณฑ์กันได้ฟรีๆ ด้านในมีนิทรรศการจัดแสดงหุ่นจำลองจากเรื่องโอชินพร้อมกับเครื่องมือโบราณ และยังมีของกระจุกกระจิกสีสันสดใสที่ย้อมด้วยผลผลิตพิเศษของยามากาตะอย่างดอกคำฝอยวางจำหน่ายอีกด้วย

    เที่ยวยามากาตะ

    ช้อปปิ้งกันที่ Yume no Kura สินค้ายอดนิยมคือข้าวกับคาสเทลล่า หรือสินค้าสุดแปลกอย่างชาเกียวคุโระสีฟ้าก็น่าสนใจ แพ็คเกจน่ารัก สนนราคา 324 เยน พอรินน้ำลงไปจะได้ออกมาเป็นน้ำชาสีฟ้าสวย ซึ่งสีฟ้านี้ไม่ได้ใช้สีผสมอาหาร แต่เป็นสมุนไพรที่ปลูกโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ดื่มได้สบายใจ ชาตัวนี้ผลิตจากร้านชาในซากาตะ นอกจากจะสั่งทางเน็ตก็หาซื้อที่อื่นไม่ได้แล้วนะ

    เที่ยวยามากาตะ

    หรือจะเป็นชาเชอร์รี่ก็แพคเกจสวยเหมือนกัน ถูกใจผู้รับแน่นอน

    ข้างๆ ร้านค้ามีโซนฟาสต์ฟู้ดที่มีสาเกให้ชิมในราคา 110 เยนต่อแก้ว คอสาเกต้องไม่พลาด สาเกท้องถิ่นหลากชนิดของซากาตะกันที่นี่ ช่วงฤดูหนาว ที่นี่จะเปิดให้บริการถึง 17.00 น. แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิดจึงเลื่อนเวลาปิดขึ้นมาเป็น 16.00 น. ตรวจสอบเวลาให้บริการก่อนไปกันด้วยนะ

    6 กินซังออนเซ็น (Ginzan Onsen)

    เที่ยวยามากาตะ

    เมืองออนเซ็นบรรยากาศเรโทรที่ยังคงหลงเหลือกลิ่นอายของยุคไทโช ตั้งอยู่ในหุบเขาของเมืองโอบานาซาวะซึ่งหิมะตกหนัก ทิวทัศน์ออนเซ็นในฤดูหนาวจึงสวยงามมาก ควรค่าแก่การเก็บภาพกลับไปเป็นความทรงจำ

    เมืองโอบานาซาวะเคยรุ่งเรืองในฐานะเหมืองแร่เงิน ก่อนที่คนงานจะขุดค้นพบแหล่งออนเซ็นเมื่อ 500 ปีที่แล้ว ออนเซ็นแห่งนี้ยังโด่งดังในฐานะสถานที่ถ่ายทำของละครเรื่องโอชิน

    เมื่ออาทิตย์ตกดิน โคมไฟริมสะพานก็จะสว่างขึ้น สร้างบรรยากาศชวนให้นึกถึงญี่ปุ่นโบราณ ภายในเมืองออนเซ็นไม่อนุญาตให้รถวิ่ง จึงเดินเล่นกันได้อย่างอิสระ ไปรับแผนที่จากศูนย์ข้อมูลที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับสะพานก่อนขึ้นเนินแล้วไปทัวร์หมู่บ้านกันเลย

    เที่ยวยามากาตะ

    เรียวกังที่เห็นเป็นแห่งแรกคือ Kozankaku เรียวกังสามชั้นอายุเก่าแก่ เหนือหน้าต่างชั้น 2 จะเห็นลวดลายแกะสลักวิจิตรบรรจงที่ช่างใช้ปูนผสมสีวาดเป็นรูปทิวทัศน์ต่างๆ และชื่อร้าน เกิดเป็นภาพแกะสลักสีสันสดใสสวยงาม

    เที่ยวยามากาตะ

    เดินเล่นไปเรื่อยๆ ก็เจอกับเป็ดน้อยสีเหลือง น้องจะซ่อนอยู่ตรงท่อปล่อยน้ำร้อน อยากให้ลองไปตามหากันดูนะ

    เที่ยวยามากาตะ

    สัญลักษณ์ประจำกินซังออนเซ็นอย่าง Notoya ryokan เรียวกังเก่าแก่ที่ยังคงหน้าตาเอาไว้เหมือนกับตอนที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1921 อย่าลืมถ่ายภาพเรียวกังพร้อมป้ายชื่อแกะสลักกับสะพานสีแดงกันด้วยล่ะ

    เที่ยวยามากาตะ

    มากินซังออนเซ็นต้องร้านนี้ Nogawa Tofuya แม้จะเป็นร้านแบบยืนกิน แต่ก็มีพื้นที่เล็กๆ ให้กินหน้าร้าน ไม่ต้องกังวลกับสภาพอากาศ ส่วนตอนนี้หิมะกำลังโปรยปรายเลยสั่งเต้าหู้ทอดร้อนๆ มาคลายหนาว เปลือกนอกกรอบ เนื้อข้างในนุ่ม ถ้าอากาศดี เอาไปกินพร้อมแช่เท้าในบ่อแช่เท้าฟรีไปด้วยคงดีไม่น้อย

    เที่ยวยามากาตะ

    ไม่พูดถึงขนมปังแกงกะหรี่เจ้าดังแห่งถนนฮาอิคาระซันคงไม่ได้ ขนมปังทอดใหม่ๆ ไส้แกงกะหรี่แบบอินเดียเผ็ดกำลังดี ร้านตรงโซนด้านในปิดปรับปรุงชั่วคราวไปตั้งแต่กลางธันวาคมปีที่แล้ว พนักงานบอกมาว่าสาขาใหม่จะเปิดตรงสะพานที่ข้ามมาจากออนเซ็น รอให้ร้านใหม่เปิดในเดือนตุลาคม 2021 ไม่ไหวแล้ว

    7 เก็บสตรอเบอร์รี่ฤดูหนาว

    ฟาร์มสตรอเบอร์รี่ในเมืองซากาเอะ ตรงเคาน์เตอร์มีนมข้นหวานขายหลอดละ 200 เยน แต่สตรอเบอร์รี่ของที่นี่หวานมาก แนะนำว่ากินเปล่าๆ จะลิ้มรสหวานธรรมชาติของสตรอเบอร์รี่ได้ดีกว่า เลยไม่ได้ซื้อนมข้นหวานมา

    เที่ยวยามากาตะ

    รับถุงสำหรับใส่ขั้วสตรอเบอร์รี่กับถุงมือพลาสติกมาแล้วก็ลุย 1,800 เยน อยู่ได้ 30 นาทีเลย ด้านในกว้างขวาง แปลงสตรอเบอร์รี่ที่สูงประมาณโต๊ะเรียงเป็นแถวยาว มีสตรอเบอร์รี่หลากสายพันธุ์ ทั้งโทจิโอโตเมะ ยาโยอิฮิเมะ อากิฮิเมะ เบนิฮปเปะ และ Oi C Berry สายพันธุ์ที่มีจะขึ้นอยู่กับช่วงที่มา แต่ตอนนี้ทุกพันธุ์กำลังหวานอร่อยพอดี

    แปลงสตรอเบอร์รี่อยู่สูง จึงสนุกกับการเก็บได้โดยไม่ต้องเปื้อนดิน แต่ละพันธุ์มีป้ายบอกให้ชิมเทียบกันได้ สตรอเบอร์รี่ตามฤดูกาลรสชาติดีกว่าแบบนอกฤดูมากจริงๆ

    เที่ยวยามากาตะ

    ยามากาตะคืออาณาจักรแห่งผลไม้ที่มีผลไม้ให้เก็บตลอดปี สามารถมาเก็บสตรอเบอร์รี่กลางหิมะได้ในช่วงธันวาคมถึงมีนาคม หรือเก็บสตรอเบอร์รี่ธรรมดาในช่วงเมษายนถึงต้นมิถุนายน (ราคาจะถูกกว่า 100-200 เยน) ส่วนมิถุนายนถึงต้นกรกฎาคมจะมีเชอร์รี่ ต่อด้วยบลูเบอร์รี่ พีช องุ่น พลับ และแอปเปิ้ล

    เที่ยวยามากาตะ

    30 นาทีอาจดูเหมือนน้อย แต่ก็ได้ลิ้มรสสตรอเบอร์รี่เต็มอิ่มเลย ใครยังไม่จุใจ จะซื้อแบบแพ็คในราคาเบาๆ กลับไปกินต่อที่โรงแรมก็ไม่ว่ากัน

    8 ร้านดังโงะและเซมเบ้ Miyomatsu

    ดังโงะคือของหวานประจำเมืองเทนโด ร้านนี้อยู่ห่างจากหมู่บ้านออนเซ็นเทนโดไปราว 2.4 กม. นั่งแท็กซี่ 7-10 นาที หรือเดินประมาณ 30 นาทีก็ถึงแล้ว ร้านนี้อยู่มากว่า 100 ปี เป็นร้านอร่อยขึ้นชื่อในเมืองเทนโด วัตถุดิบเลือกมาอย่างพิถีพิถันและไม่ใช้วัตถุกันเสีย จึงต้องซื้อกินในวันนั้นเท่านั้น

    เที่ยวยามากาตะ

    พอเข้าไปในร้านก็จะเห็นดังโงะเรียงอยู่ในตู้โชว์ มีหลายแบบจนเลือกไม่ถูก เลยลองถามคุณมิอุระ มาซาโตะที่เป็นผู้จัดการร้าน ถึงได้รู้ว่าตัวยอดฮิตคือ “นุตะ” นุตะคือถั่วแระบด อาจเรียกว่า ซุนดะ ชินดะ หรือนุตะ แล้วแต่พื้นที่ นุตะไม้ละ 110 เยนของร้านนี้ให้ถั่วแระบดมาล้นไม้จนไม่เห็นตัวดังโงะ

    เที่ยวยามากาตะ

    ที่นี่เขาทำสดไม้ต่อไม้หลังรับออเดอร์ เราสั่งนุตะตัวดัง ถั่วแดงบดและแบบเผ็ดมาลอง นึกว่าขนาดจะเท่าดังโงะทั่วไป ปรากฏว่าใหญ่อลังการจนตกใจ แล้วก็มาตกใจกับความอร่อยอีกที นุตะหอมได้สัมผัสถั่วเต็มคำ ดังโงะแบบเผ็ดอร่อยน่ากินเป็นกับแกล้ม ส่วนแบบถั่วแดงแบ่งให้พี่คนขับชิม

    ยังมีรสอื่นๆ เช่นวอลนัท โชยุหวาน ฯลฯ รวมทั้งหมด 12 รส ตอนนี้มีรสประจำฤดูอย่างรสซากุระด้วย ส่วนต่อจากนี้จะเป็นรสโยโมงิ ราคามีตั้งแต่ 110-140 เยน (รวมภาษีแล้ว) ถูกจนน่าใจหาย พอบอกเขาอย่างนั้น เขาก็ยิ้มแล้วบอกว่า “จะไม้เดียวหรือหลายไม้ก็สั่งมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”

    เที่ยวยามากาตะ

    นอกจากนี้ยังมีเซมเบ้รูปร่างคล้ายหมากรุกญี่ปุ่น สมกับที่เป็นเมืองแห่งหมากรุก ทำจากข้าวที่ผลิตในยามากาตะ 100% มีรสดอกคำฝอย ทามาริโชยุ งาดำ และอื่นๆ เริ่มต้นที่แผ่นละ 55 เยน มีขายเป็นถุงเล็กและบรรจุกล่องด้วย เนื่องด้วยสถานการณ์โควิดทำให้ซื้อกลับได้อย่างเดียว อาจจะไกลจากหมู่บ้านออนเซ็นเทนโดสักหน่อย แต่แนะนำมากๆ คุ้มค่าแน่นอน พนักงานก็ใจดี เป็นร้านที่อยากไปซ้ำจริงๆ

    9 Suisya soba

    ตั้งอยู่ในหมู่บ้านออนเซ็นเทนโด เดินไปจากที่พักได้ ยามากาตะมีโซบะอร่อยๆ ให้ชิมทั่วจังหวัดอยู่แล้ว แต่ยังมี “โซบะไคโด” ที่รวมเฉพาะร้านโซบะไว้เป็นพิเศษ ซึ่งหมู่บ้านออนเซ็นนี้ก็มีโซบะไคโดด้วยเช่นกัน

    เที่ยวยามากาตะ

    ร้านที่พามาในครั้งนี้คือร้านดังที่พอพูดถึงโซบะในยามากาตะแล้วต้องมีคนเอ่ยถึง ชื่อร้านแปลว่ากังหันน้ำ จึงมีกังหันน้ำเด่นสง่าอยู่หน้าร้าน สร้างขึ้นในปลายสมัยเอโดะ เดิมทีเป็นโรงโม่ธัญพืชที่ทำโซบะในช่วงฤดูหนาว อยู่มายาวนานถึง 140 ปี เจ้าของร้านรุ่นที่ 6 คุณยาฮิงิ ชิเงโนริเล่าให้ฟังว่าร้านนี้ผูกพันกับกังหันน้ำอย่างยิ่ง

    เส้นโซบะสดที่นวดด้วยมือของร้านผลิตด้วยวิธีกรรมที่สืบทอดกันมา ทำจากผลผลิตของยามากาตะและฮอกไกโด เก็บรักษาข้าวในโกดังอุณหภูมิต่ำและสีข้าววันต่อวันเพื่อรักษารสชาติที่ดีที่สุดไว้ โดยจะใช้กังหันน้ำกับโม่หินสีข้าวตามวิธีโบราณ ไม่ใช้เครื่องจักร

    จากนั้นจะนวดโซบะโดยคำนึงถึงอุณหภูมิและความชื้นในแต่ละวัน ใช้โซบะ (บัควีต) 100% ทำให้แป้งกลิ่นหอม เนื้อเหนียวนุ่มเหมือนพาสต้าในระดับความสุกที่ยังเส้นแน่นและกรุบนิดๆ แต่ก่อนเส้นจะหนากว่านี้และเรียกกันว่า “วาริบาชิโซบะ” ที่แปลว่าโซบะตะเกียบ

    เที่ยวยามากาตะ

    ถึงที่นี่จะเป็นร้านโซบะ แต่เมนูในตำนานคือ “โทริจูกะ” เส้นราเมงที่มากับซุปแบบญี่ปุ่นแท้ ท้อปปิ้งด้วยเนื้อไก่กับแป้งทอดกรอบ ราคา 780 เยน (รวมภาษีแล้ว) เดิมทีเป็นเมนูที่ทำเป็นอาหารพนักงานที่ร้าน แต่ปัจจุบันเมนูนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายและแทบทุกคนที่มาจะต้องสั่ง

    เที่ยวยามากาตะ

    แต่ไหนๆ ก็มาถึงยามากาตะแล้ว ครั้งนี้เลยขอลองซารุโซบะเทมปุระ (1,730 เยน รวมภาษี) โซบะดี เทมปุระทอดใหม่ๆ กรอบอร่อย กินเสร็จแล้วขอเติมน้ำต้มโซบะมาซดกับน้ำซอสซารุที่เหลือได้ด้วย น้ำต้มโซบะนี้อุดมไปด้วยสารอาหาร นับเป็นภูมิปัญญาของคนสมัยก่อนก็ว่าได้

    เที่ยวยามากาตะ

    ใครอยากลองโทริจูกะในตำนาน ก็มีให้ซื้อกลับเป็นของฝากได้ด้วย มีครบทั้งเทมปุระแห้ง ซุปญี่ปุ่นสูตรพิเศษ เครื่องปรุง และสาหร่าย ปริมาณสำหรับ 3 คนอิ่ม ใครกินที่ร้านไม่ไหว แนะนำให้ซื้อกลับไปลองกันที่บ้าน และยังมีโซบะที่บดด้วยโม่หินและเส้นแบบแห้งที่ร้านทำขึ้นมาเป็นพิเศษด้วย

    หากมาพักที่เทนโดออนเซ็น สามารถแวะมาหลังเดินเล่นยามเย็นได้ เพราะร้านเปิดถึงดึก ต้องแวะมาชิมโซบะกับโทริจูกะกันให้ได้นะ นอกจากนี้ยังมีเมนูประจำฤดูอย่างชินโซบะในฤดูร้อนและใบไม้ร่วง กับคันจูโซบะในฤดูหนาวอีกด้วยนะ หน้าร้านมีกังหันน้ำเป็นแลนด์มาร์ก หาเจอไม่ยาก แต่ช่วงกลางวันอาจมีคนท้องถิ่นแน่นร้าน แนะนำให้เผื่อเวลาสักหน่อยจะชัวร์กว่า

    10 Tendo Onsen Tendo Grand Hotel Maizuruso

    เที่ยวยามากาตะ

    เทนโดออนเซ็นถือกำเนิดจากการขุดบ่อออนเซ็นในนาข้าวเมื่อปี 1911 ที่นี่มีโรงแรมขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมถึง Maizurusou แห่งนี้ สาวๆ เลือกยูกาตะตัวที่ชอบจากเคาน์เตอร์ได้เลย

    เที่ยวยามากาตะ

    ฮีทเตอร์ในห้องตั้งอุณหภูมิไว้แล้ว ปรับเองไม่ได้ โดยรวมรู้สึกว่าโรงแรมออกจะเก่าสักหน่อย แต่ประทับใจจุดที่พนักงานบริการดี

    เที่ยวยามากาตะ

    ก่อนหน้านี้อาหารเช้าเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ แต่สถานการณ์โควิดทำให้กลายเป็นอาหารชุดญี่ปุ่นแทน

    เมืองเทนโดนี้เป็นแหล่งผลิตตัวหมากของหมากรุกญี่ปุ่น พอเดินเล่นรอบเมืองออนเซ็นไปเรื่อยๆ ก็พบหมากรุกติดอยู่ตรงสะพานด้วย ป้ายบอกข้อมูลการท่องเที่ยวก็เป็นรูปหมากรุกอีกเหมือนกัน

    11 ลองแกะสลักหมากรุกญี่ปุ่นที่ Tendo Tower

    เที่ยวยามากาตะ

    ที่นี่อยู่ใกล้กับเทนโดออนเซ็น นั่งรถมาเพียง 10 นาที สังเกตง่ายๆ จากหมากรุกญี่ปุ่นตัวเบ้อเริ่ม เมืองเทนโดแห่งนี้คือแหล่งผลิตหมากรุกอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น

    เที่ยวยามากาตะ

    ที่นี่มีกิจกรรมหลายอย่างให้มาสนุกกัน ทั้งเขียนตัวอักษรบนตัวหมากรุก ทำโซบะ ย้อมสีจากดอกคำฝอย และอื่นๆ (ต้องจองก่อนนะ) มีของที่ระลึกจากยามากาตะมากมายไปจนถึงหมากรุกญี่ปุ่นราคาแพงให้เลือกซื้อกัน

    กิจกรรมที่จะพามาทำในครั้งนี้คือการตอกสิ่วสลักตัวอักษรที่อยากเขียนลงบนหมากรุก ไม่ได้ใช้สิ่วมานานแล้ว ตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน โดยวิธีมีดังต่อไปนี้

  • 1 เขียนวันที่กับชื่อด้านหลังตัวหมากรุกด้วยปากกาเมจิค
  • 2 เลือกตัวอักษรที่ชอบจากแบบที่มีให้ ถ้าเลือกตัวง่ายๆ ก็จะสลักง่ายหน่อย แต่คราวนี้เราเลือก 左馬 ที่เป็นสัญลักษณ์ของโชคดี นอกจากนี้ยังมีตัวอื่นอีกเยอะแยะอย่าง หัวใจ (心) ความรัก (愛) ฯลฯ
  • 3 วางกระดาษที่เป็นแบบตัดให้พอดีกับตัวหมาก สอดกระดาษคาร์บอนไว้ตรงกลาง แล้วลอกลายด้วยดินสอ
  • 4 ถือสิ่วให้เอียง 45 องศาและตอกตามลายที่เขียนไว้โดยหมุนตัวหมากไปเรื่อยๆ จนเสร็จ
  • เที่ยวยามากาตะ

    พอถือสิ่วแล้วก็จะเผลอออกแรงเยอะ แต่ถ้าใส่แรงมากเกินไปตัวหมากจะขยับ ควรใช้แรงน้อยๆ ค่อยๆ ตอก แต่ยากพอสมควรเลย พอทำแบบเดิมซ้ำ 3-4 ครั้งและเก็บรายละเอียดตรงขอบ ตัวอักษรก็จะปรากฏขึ้นมา

    คุณฮาเซกาวะที่เป็นคุณครูในครั้งนี้ สอนไปก็พูดว่า “เพ่งจิตรวมปราณ ปราณแกะสลัก” เลียนแบบดาบพิฆาตอสูรที่กำลังดังอยู่ตอนนี้ด้วย ทั้งสอนสนุกแล้วก็ใจดี คอยแนะนำอย่างละเอียดเลย

    ด้วยความเงอะงะของเราทำให้ใช้เวลาไปชั่วโมงครึ่ง ออกแรงเยอะจนตอกเกินลายที่วาดไว้บ้าง แต่คุณครูก็บอกว่า “นั่นก็ทำให้มันออกมาเป็นผลงานของเราที่มีชิ้นเดียวในโลกนะ” ใจดีจริงๆ พอสลักเรียบร้อยก็เป็นอันเสร็จ เขาจะทาสีตัวอักษรและส่งมาให้ในอีกประมาณ 2 สัปดาห์ ไว้คอยลุ้นในตอนนั้นว่าผลงานสำเร็จจะเป็นอย่างไร

    เที่ยวยามากาตะ

    ใครไม่มีเวลาแนะนำให้ลองกิจกรรมเขียนตัวอักษรบนหมากรุกแทน ใช้เวลาประมาณ 40-60 นาที สีดำนี้คือสีน้ำมัน ไม่ใช่แลกเกอร์ ไม่ต้องห่วงว่าจะแพ้ พอเขียนด้วยพู่กันเสร็จแล้วจะเก็บขอบให้ตัวหนังสือเด่นขึ้นมา มีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญคอยสอนอย่างใกล้ชิด เพิ่งเคยลองทำก็สนุกแน่นอน

    12 จุดพักรถ Michi no eki Tendo Onsen

    Morina Tendo จุดพักรถที่ปรับปรุงใหม่เมื่อปี 2006 เมืองนี้นอกจากจะขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตหมากรุกอันดับ 1 ในญี่ปุ่นแล้ว ยังเป็นแหล่งผลิตสาลี่พันธุ์ La France แห่งใหญ่อีกด้วย เข้าไปปุ๊บก็จะเจอ Information center ที่มีพนักงานให้ข้อมูลอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส ด้านซ้ายคือโซนหมากรุกญี่ปุ่นเทนโด

    เที่ยวยามากาตะ

    ส่วนด้านขวาคือร้านขนมเปิดใหม่ Tento La France Factory ของ JA Tendo Foods คำว่า Tento เล่นเสียงกับคำว่า “พระอาทิตย์” และ “เต็นท์” ซึ่งคล้ายกับทรงหลังคาของจุดพักรถแห่งนี้ สัญลักษณ์ร้านเป็นรูปสาลี่สีเขียวน่ารัก

    เปลือกของ La France จะขรุขระหน่อย แต่เมื่อสุกได้ที่เนื้อจะฉ่ำและกลิ่นหอมหวาน สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็น “ราชินีแห่งสาลี่” ไอศกรีมเจลาโต้ยอดนิยมประจำร้านก็หนีไม่พ้นรส La France อันดับ 2 คือข้าวสึยะฮิเมะ ส่วนอันดับ 3 คือถั่วดาดาฉะ

    เที่ยวยามากาตะ

    แน่นอนว่าเราก็ต้องสั่งรสยอดฮิตอันดับ 1 ราคาถ้วยละ 350 เยน (ซื้อที่ตู้อัตโนมัติ) ไอศกรีมเนื้อแน่นเข้มข้น ได้เนื้อสาลี่เต็มๆ กลิ่นหอม รสหวานละมุน กินแล้วสดชื่น อร่อยมากๆ

    ตามด้วยแอปเปิ้ลพาย (390 เยน) ที่พนักงานร้านอย่างคุณโยชิโนะแนะนำ คุณโยชิโนะบอกว่าพายนี้ทำจากแอปเปิ้ลฟูจิ รสเปรี้ยวหวานชื่นใจ ด้านในมีครีมคัสตาร์ดตัดรสกันได้ดีมาก อร่อยสมราคาจริงๆ

    เที่ยวยามากาตะ

    คุณโยชิโนะยังแนะนำน้ำผลไม้ 100% กับบัตเตอร์แยม (680 เยน) ด้วย แยมอาจจะแพงหน่อย แต่แยมตัวนี้ไม่เหลวเหมือนแยมทั่วไป แต่เนื้อข้นอร่อยมาก ซื้อไปฝากคนสำคัญก็น่าจะเข้าท่า

    ฝั่งซ้ายของจุดพักรถคือ Koma no yu บ่อแช่เท้ารูปหมากรุกที่มาแช่ได้ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย ข้างบ่อมีผลไม้สดๆ วางจำหน่ายโดยชาวสวน รวมถึงขนมปัง La France และของฝากมากมาย มาแวะเอาแผ่นพับของที่ที่อยากไปกันได้ด้วย แต่ครั้งนี้มีเวลาแค่ครึ่งชั่วโมง ไม่พอเลยจริงๆ

    13 Konnyaku Bansho

    จังหวัดยามากาตะบริโภคคอนยัคคุหรือบุกเป็นอันดับ 1 ในญี่ปุ่น เมื่อพูดถึงคอนยัคคุก็ต้องนึกถึงของดีประจำยามากาตะอย่างทามะคอนยัคคุ หรือจิคาระคอนยัคคุ เลยขอพามาร้านอาหารที่มีเมนูคอนยัคคุโดยเฉพาะ ที่นี่อยู่ในหมู่บ้านนาราเกะ เมืองคามิยามะ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่พักยอดนิยมบนถนนโอชูไคโด ที่เชื่อมจากนิฮงบาชิในโตเกียวไปจนถึงอาโอโมริเมื่อสมัยเอโดะ ดินบริเวณนี้มีน้ำอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การปลูกต้นบุกพอดี

    ประตูทางเข้าที่แขวนผ้าไว้ดูเหมือนคฤหาสน์นินจา ให้บรรยากาศย้อนยุค ฝั่งขวาคือคาเฟ่ของหวานที่ทำจากบุก น่าเสียดายที่วันนี้ไม่เปิด ส่วนฝั่งซ้ายมีร้านอาหาร “Konyaku Chaya” อยู่ตรงสุดทางเดินยาว ในร้านบรรยากาศผ่อนคลาย แสงจากโคมไฟชวนให้สงบใจ

    เที่ยวยามากาตะ

    ตรงมุมของฝากมี “Konnikuyaki” คอนยัคคุเสียบไม้เหมือนโมจิที่ติ๊ต่างเป็นยากิโทริ ราคา 110 เยน ทำจากบุกผสมข้าวเหนียว 50% แล้วปรุงรส ก่อนจะไปลองอาหารไคเซกิคอนยัคคุกัน เรามาลองชิมโมจิคอนยัคคุโชยุดู เหมือนโมจิเลย นุ่มๆ หนึบๆ อร่อยดี ถ้าพนักงานไม่บอกว่ามีคอนยัคคุผสมอยู่ก็ไม่รู้เลยนะเนี่ย

    มาลองไคเซกิคอนยัคคุที่ร้านกันต่อ ราคาประหยัดเพียงแค่ 1,320-2970 เยน (รวมภาษี) เท่านั้น ก็มาลิ้มลองอาหารจากคอนยัคคุนานาชนิดกันได้ ไม่ต้องจองล่วงหน้า ส่วน Kurort Konjac Kaiseki Box Set (1,650 เยน รวมภาษี) ต้องจองก่อน แคลอรีราว 400kcal เท่านั้น มีเมนูแบบลดโซเดียมด้วย

    เที่ยวยามากาตะ

    เราสั่งไคเซกิมาในราคา 1,320 เยน ประกอบด้วยออเดิร์ฟ เมนูต้ม ผักดอง อาหารเซ็ต ซาชิมิ และเลือกได้ระหว่างโซบะคอนยัคคุหรือข้าวต้มคอนยัคคุ ก่อนอาหารจะมาก็มีเยลลี่คอนยัคคุ La France มาเสิร์ฟก่อนด้วย

    เที่ยวยามากาตะ

    ออเดิร์ฟคอนยัคคุกับถั่วดำปรุงรสอร่อยมาก ไม่รู้เลยว่าเป็นคอนยัคคุ ซาชิมิคอนยัคคุให้ราดมิโซะผสมน้ำส้มสายชูลงไป สดชื่นมาก ส่วนโซบะ เขานวดแป้งโซบะผสมกับคอนยัคคุจนรสชาติเหมือนโซบะทั่วไปเลย ก่อนกลับเราได้คอนยัคคุแบบก้อนกลมเสียบไม้ติดมือมาด้วย อิ่มจุใจ

    เหมือนที่เขียนบนแผ่นพับว่า “ถึงจะเป็นคอนยัคคุธรรมดา แต่ก็ไม่ธรรมดา” เพิ่งรู้นี่ล่ะว่าคอนยัคคุปรุงรสได้อร่อยขนาดนี้ เรียกว่าค้นพบสเน่ห์ใหม่ของคอนยัคคุเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าเมนูไหนก็อร่อยจนไม่รู้เลยว่าทำจากคอนยัคคุ คอนยัคคุแคลอรีต่ำแถมยังอยู่ท้อง ไดเอ็ตอยู่ก็กินได้สบายใจ

    ส่วนคาเฟ่ที่วันนี้ไม่เปิดก็มีไข่มุกคอนยัคคุที่เคยออกทีวี กับพายเค้กคอนยัคคุ น่าลองสุดๆ อยากกลับมาลองมากๆ มาค้นหาสเน่ห์ของคอนยัคคุที่ไม่เหมือนคอนยัคคุกันนะ

    14 ZAO Ropeway

    พูดถึงซาโอก็ต้องนึกถึงปีศาจหิมะอันโด่งดัง หรืออีกชื่อคือสโนว์มอนสเตอร์ เกิดจากหิมะและน้ำแข็งจำนวนมากปกคลุมต้นสนจนดูเหมือนปีศาจ เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่โด่งดังไปทั่วโลก ชมได้ต่อเมื่อสภาพอากาศเป็นใจเท่านั้น

    เที่ยวยามากาตะ

    ขึ้นโรปเวย์จากสถานี Zao Sanroku ตรงซาโอออนเซ็น ไปจนถึงสถานี Juhyo Kogen ขึ้นจากความสูง 855 ม. ถึง 1,331 ได้ใน 7 นาที และยังขึ้นไปถึงสถานี Jizo Sancho (1,661 ม.) ได้ใน 10 นาที ชมธรรมชาติแห่งซาโอแบบลอยฟ้า ถึงไม่เล่นสกีก็สนุกได้

    เที่ยวยามากาตะ

    หากขึ้นมาถึงสถานี Jizo Sancho ต้องแวะมาไหว้ Zao Jizoson ที่อยู่ห่างจากสถานีประมาณ 100 ม. ว่ากันว่ารูปปั้นหินสูง 2.34 ม. นี้คอยคุ้มครองภูเขาและผู้คนให้แคล้วคลาดจากภัยต่างๆ โดยเฉพาะอุบัติเหตุ ในหน้าหนาวหิมะจะสุมจนเห็นแต่หน้าของรูปปั้น และติดกล่องรับบริจาคไว้กับสกีบอร์ด

    ออกจากสถานีมาปุ๊บก็จะเห็นระฆังแห่งโชคดีอยู่ทางซ้าย ระฆังก็ปกคลุมไปด้วยหิมะกับน้ำแข็งเหมือนกัน แต่ยังตีได้ ป้ายบอกว่าที่นี่ได้รับเลือกให้เป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ของคู่รักด้วย

    เที่ยวยามากาตะ

    ถ้าฝนตกหรืออากาศอุ่นขึ้น หิมะก็จะละลายร่วงลงจากต้นไม้ แต่ก็ยังมีหลายอย่างให้ได้สนุกกัน

    ณ สถานี Zao Sancho ตอนบ่ายวันที่ 17 กุมภาพันธ์ อุณหภูมิ -10 องศา ใส่ชุดหนาๆ หน่อยดีกว่านะ มีรองเท้าบูทให้เช่าที่สถานี สะดวกดีมาก เวลาเดินบนหิมะที่เพิ่งตกใหม่ๆ จะได้ยินเสียงสวบๆ ด้วยล่ะ ช่วงฤดูหนาวจะมีการไลท์อัพปีศาจหิมะ รวมถึง Night cruiser ทัวร์ปีศาจหิมะยามค่ำคืน อยากลองมาร่วมทัวร์ดูจัง

    15 Zao Onsen Matsukaneya Annex

    ซาโอออนเซ็นเปิดมาตั้งแต่ปี 110 ประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 1,900 ปี ออนเซ็นกำมะถันมีความเป็นกรดสูง มีห้องอาบน้ำ 2 แห่งให้มาแช่ผ่อนคลายกัน

    ออนเซ็นกำมะถันที่ไหลมาจากต้นกำเนิดน้ำพุร้อน 100% อาจทำให้เครื่องประดับเปลี่ยนสีได้ ให้ถอดออกก่อนลงแช่ ใครจะอาบน้ำก่อนให้ไปอาบอีกที่หนึ่ง ออนเซ็นขุ่นๆ ได้กลิ่นกำมะถัน ผ่อนคลายแบบบอกไม่ถูก ส่วนบ่อแร่อัลคาไลน์ฤทธิ์อ่อนคือออนเซ็นที่สร้างขึ้น มีบ่อกลางแจ้งด้วย ทุกบ่อไหนก็สร้างด้วยไม้ให้ความรู้สึกอบอุ่น

    เที่ยวยามากาตะ

    จากทางเข้าล็อบบี้จะเห็นแต่บันได แต่ความจริงยังมีลิฟต์ด้วย ใครนำรถเข็นเด็กหรือวีลแชร์มาก็ไม่ต้องห่วง เลานจ์ในล็อบบี้จะจุดเตาผิงในตอนกลางคืน พร้อมกาแฟให้บริการ มาชมวิวกันได้เพลินๆ พร้อมฟรีไวไฟภายในอาคาร สัญญาณค่อนข้างเสถียรเลย หรือจะออกไปเดินเล่นในหมู่บ้านออนเซ็นก็ได้ แต่ถ้าเดินไปก็จะไกลหน่อย เขาเลยมีบริการรับส่งที่ทางขึ้นโรปเวย์กับป้ายรถบัสด้วย

    เที่ยวยามากาตะ

    อาหารเย็นมีของทอดหรือเมนูนึ่งอุ่นๆ แล้วแต่คอร์สที่เลือก อาหารอร่อยทุกอย่าง ทั้งเนื้อวัวยามากาตะย่างบนแผ่นเหล็ก กราแตง La France และไอศกรีมสตรอเบอร์รี่โฮมเมดฝีมือเจ้าของเรียวกัง

    เที่ยวยามากาตะ

    ยามากาตะมีสาเกรสเยี่ยมหลายชนิด มีสาเกล้ำค่าที่หาดื่มทั่วไปไม่ได้สำหรับผู้เข้าพักเท่านั้นด้วย ห้ามพลาดเชียว วางแก้วในกล่องไม้ชื่อ Mokkiri ตามด้วยรินสาเกลงไปแบบล้นๆ สาเกที่ล้นออกมาในกล่องไม้ก็ดื่มได้นะ เข้ากับผลผลิตต่างๆ ของยามากาตะเป็นอย่างดี

    เที่ยวยามากาตะ

    ส่วนอาหารเช้าเป็นเซ็ตอาหารญี่ปุ่น ปริมาณพอเหมาะ อร่อยด้วย บนโต๊ะในห้องมีขนมญี่ปุ่น 2 แบบวางไว้ต้อนรับ มีขายตามร้านขนมทั่วไป ใครถูกใจก็ตามไปซื้อกันได้ เห็นความใส่ใจบริการในทุกที่ อย่างของที่จัดเตรียมไว้ให้พร้อม พนักงานก็บริการดี ประทับใจ น่ากลับไปเยือนอีกสักครั้ง

    16 ศาลเจ้าคุมาโนะ (Kumano Taisha Shrine)

    ศาลเจ้านี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,200 ปี ภายในมีเสา 30 ต้นที่เชื่อว่ามีเทพเจ้าสถิตอยู่ ศาลเจ้าหลักมีเทพเจ้าแห่ง “มุซุบิ” ที่ชักนำให้ชีวิตต่างๆ ได้มาพบกัน หลังคามุงด้วยฟางหนา พร้อมด้วยรูปแกะสลักมังกรอลังการ ที่นี่คือ 1 ใน 3 ศาลเจ้าคุมาโนะแห่งใหญ่ในญี่ปุ่น (วากายามะ นากาโนะ ยามากาตะ)

    เที่ยวยามากาตะ

    ศาลเจ้าคุมาโนะอยู่ในเมืองนันโย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่หิมะตกหนักเหมือนเมืองโอบานาซาวะที่มีกินซังออนเซ็น คราวนี้เรามาช่วงหิมะกำลังหนาเลย

    เที่ยวยามากาตะ

    ก่อนจะขึ้นบันไดหินที่เรียกว่าโอมิคาสะ ต้องล้างมือตรงบ่อด้านขวาก่อน บ่อล้างมือประดับซากุระหลงฤดูไว้คู่กับหิมะอย่างสวยงาม หิมะที่กองสุมบนหลังคามุงฟางก็สวยเหมือนกัน

    เที่ยวยามากาตะ

    ด้านหลังศาลเจ้าหลักมีกระต่ายแกะสลักจากไม้ 3 ตัวซ่อนอยู่ ว่ากันว่าถ้าหากระต่ายเจอครบจะสมหวังในความรัก ขอคู่มือได้จากมิโกะที่ขายเครื่องราง เครื่องรางของศาลเจ้าคุมาโนะแห่งนี้มีทั้งเรื่องความรัก การเรียน สุขภาพ ฯลฯ สีสันสดใสน่ารัก มีตุ๊กตารูปกระต่าย 3 ตัวชื่อ Yui usagi ด้วยล่ะ เสียดายที่ครั้งนี้หิมะหนาเลยอ้อมไปดูด้านหลังไม่ได้ แต่แค่ได้มาไหว้ก็รู้สึกเหมือนได้เสริมดวงแล้ว

    ด้านหน้าบ่อล้างมือ มีคาเฟ่หน้าตาดูดีชื่อ Icho cafe อยู่ข้างๆ แปะก๊วยต้นใหญ่ ถึงเมืองนันโยกับเมืองโยเนซาวะจะมีหิมะตกเยอะในหน้าหนาว แต่ถนนในศาลเจ้าเคลียร์หิมะไว้แล้ว ไม่ต้องห่วงว่าต้องลุยหิมะ

    17 สถานีมิยาอุจิ (Miyauchi Station)

    Flower Nagai Line สายรถไฟท้องถิ่นที่วิ่งในยามากาตะฝั่งใต้อย่างแถบโอคิทามะ สาเหตุที่ใช้ชื่อนี้เป็นเพราะมีจุดชมดอกไม้ชื่อดังหลายแห่งตลอดเส้นทาง รถไฟบางขบวนแต่งเป็นลายดอกไอริส ซากุระ คำฝอย และดาเลียสีสดใส

    เที่ยวยามากาตะ

    ชมทัศนีภาพสวยงามของชนบทญี่ปุ่นที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาลได้จากหน้าต่างรถไฟ มีแหล่งของกิน ออนเซ็นและที่เที่ยวตลอดเส้นทาง จัดทริปนั่งรถไฟเที่ยวก็น่าสนใจ ที่นี่ยังรู้จักกันดีว่าเป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์เกี่ยวกับวงแจ๊สของเด็กสาวม.ปลายเรื่อง Swing Girls

    เที่ยวยามากาตะ

    สถานีนี้มีนายสถานีเป็นกระต่าย ชื่อน้องมจจี้ล่ะ ห้องของนายสถานีเป็นร้านค้า จำหน่ายหนังสือรวมภาพถ่ายและสินค้าเกี่ยวกับน้อง รวมถึงแมสก์ลายออริจินัล

    ตอนที่ไป รถไฟต้องหยุดวิ่งเพราะหิมะตกหนักจนโกยหิมะไม่ทัน แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว เลยเดินไปหานายสถานีมจจี้สักหน่อย พอเข้าไปในสถานีก็เห็นป้ายทางฝั่งซ้ายของห้องนายสถานีบอกว่าน้องอยู่ เขาเปิดจุดแตะตั๋วให้เข้าออกได้ เราเลยได้เข้าไปเจอนายสถานีมจจี้ผู้โด่งดัง

    เที่ยวยามากาตะ

    ถ่ายภาพน้องได้ แต่อย่าใช้แฟลชและระวังอย่าทำให้กระต่ายกลัวนะ

    18 Former Nagai Elementary School / MANY’S CAFE

    เที่ยวยามากาตะ

    Former Nagai Elementary School first school House เคยเป็นตึกเรียนตั้งแต่ปี 1933-2015 ปัจจุบันได้รับการจดทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในฐานะอาคารเก่าแก่ และได้รับการปรับปรุงใหม่ในปี 2009

    เที่ยวยามากาตะ

    อาคาร 2 ชั้นสร้างจากไม้ หน้าตาดูดี เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ด้านนอกจะเห็นเป็นโรงเรียนประถมสีชมพูแดงที่สร้างจากไม้อายุราว 90 ปี ด้านในมีบันไดใหญ่และโถงทางเดินทอดยาว ได้รูปเก๋ๆ แน่นอน

    เที่ยวยามากาตะ

    MANY’S CAFE คือคาเฟ่ในโรงเรียนที่เปิดเมื่อกรกฎาคม 2020 ที่ผ่านมา มีป้ายเขียนว่า Free space ตั้งอยู่หน้าห้อง ด้วยสถานการณ์โควิดจึงต้องลงชื่อและเบอร์ติดต่อ รวมถึงวัดอุณหภูมิก่อนเข้า ภายในร้านจัดแสงอย่างมีสไตล์ น่าเอาข้าวกล่องมากินที่นี่ แต่ต้องเก็บขยะไปทิ้งกันเองนะ

    เที่ยวยามากาตะ

    มัฟฟินกับสโคนของร้านน่ากินมาก มีเมนูอาหารกลางวันสไตล์ตะวันตกด้วย

    เที่ยวยามากาตะ

    ทางเดินด้านหน้าโรงเรียนมีน้ำพุเล็กๆ มากมาย นี่คือเรื่องปกติของเมืองหนาว ที่จะฉีดน้ำเพื่อละลายหิมะ

    19 Niku no Asahiya

    ร้านที่เชี่ยวชาญเรื่องเนื้อโดยเฉพาะ เดิมทีเคยเป็นร้านเนื้อจึงมีวิธีปรุงเนื้อที่หลากหลายให้ลิ้มลอง รวมถึงยังมีเนื้อวัวโยเนซาวะชั้นดีที่คัดสรรมาจำหน่ายทั้งตัวด้วย

    เที่ยวยามากาตะ

    ในร้านมีทั้งที่นั่งแบบเคาน์เตอร์และห้องส่วนตัวพร้อมโคทัตสึแบบโต๊ะนั่งปกติทางฝั่งซ้าย ได้บรรยากาศญี่ปุ่นโดยไม่ต้องนั่งขดให้เจ็บขา

    เที่ยวยามากาตะ

    เนื้อโยเนซาวะคือ 1 ใน 3 เนื้อวากิวที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น เคียงคู่กับเนื้อวัวโกเบและมัตสึซากะ เป็นแบรนด์เนื้อวัวขนดำญี่ปุ่นที่เป็นตัวแทนของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ โดยจะเพาะเลี้ยงในโยเนซาวะและโอคิทามะ ขุนเป็นเวลานานกว่า 32 เดือน โดดเด่นด้วยความนุ่มของเนื้อที่มีไขมันแทรกเป็นริ้วๆ และไขมันชั้นดีรสหวาน

    มาลิ้มลองเนื้อโยเนซาวะได้ในเมนูสุกี้ยากี้ ชาบูชาบู สเต็ก ข้าวหน้าเนื้อย่าง ยากินิกุ อีกทั้งยังมีเมนูอาหารกลางวันราคาประหยัดเริ่มต้นจาก 1000 เยน และอีกหลากเมนูจากเนื้อ

    เที่ยวยามากาตะ

    ที่สั่งมาลองคือสุกี้ยากี้เนื้อโยเนซาวะ (3,300 เยน รวมภาษี) ให้มาเป็นเซ็ตได้แก่หม้อสำหรับคนเดียว เนื้อโยเนซาวะสีชมพูปนริ้วไขมัน ผัก ข้าว ซุปมิโซะ และของดอง ลวกเนื้อเองแล้วจุ่มไข่ เนื้อนุ่มหวานฉ่ำ ใครมาถึงที่แล้วอยากมาให้ลองมื้อไฮโซกว่าปกติกันนะ!

    20 โรงบ่มไวน์ Takahata Winery

    เที่ยวยามากาตะ

    โรงบ่มไวน์ในเมืองทาคาฮาตะ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1990 ชนะรางวัลประกวดไวน์มาแล้วทั้งในและนอกประเทศ เมืองทาคาฮาตะปลูกองุ่นมามากกว่า 100 ปีแล้ว ด้วยความที่เป็นพื้นที่รูปแอ่ง อากาศร้อน ดินและภูมิอากาศเหมาะกับการปลูกองุ่น จึงผลิตและส่งออกองุ่นพันธุ์ชาร์ดอนเนย์และเดลาแวร์เป็นอันดับ 1 ในญี่ปุ่น

    สวนองุ่นขนาดใหญ่จะอยู่ด้านหน้าโรงผลิตไวน์และร้านค้า ตอนนี้ปกคลุมด้วยหิมะขาวไปทั้งทุ่ง อาคารหลังคาสีน้ำตาลให้อารมณ์เหมือนอยู่ต่างประเทศ เดินชมประวัติความเป็นมาได้ในโซนฝั่งซ้าย ชมการผลิตไวน์ผ่านกระจกได้จากทางเดินตรงกลาง

    เที่ยวยามากาตะ

    ความสนุกของที่นี่อยู่ที่มุมชิมไวน์ฟรีด้านในร้านค้า มีไวน์ขาวและแดงแบบหวานและแบบแรงให้เลือก 2 ชนิดกับน้ำผลไม้ พร้อมคำอธิบายจุดเด่นของแต่ละแบบ

    เที่ยวยามากาตะ

    นอกจากไวน์ทาคาฮาตะแล้ว ยังมีขนมแกล้มไวน์และของฝากขายในร้านด้วย ของฝากตัวท็อปได้แก่ไส้กรอกอิตาเลียน Calpas salami

    เที่ยวยามากาตะ

    ช็อกโกแลตบรรจุในถังไวน์จิ๋วนี่ก็น่ารัก แต่คราวนี้ขอเลือกเซมเบ้ชีสที่ทำจากข้าวสึยาฮิเมะตัวดังของยามากาตะ (540 เยน) กลับไปเป็นของฝาก อยากกลับมาทุ่งองุ่นใหม่ตอนหน้าร้อนหรือใบไม้ร่วงจัง

    21 ศาลเจ้าอุเอสุงิ (Uesugi Shrine)

    เที่ยวยามากาตะ

    ศาลเจ้านี้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแก่อุเอสุงิ เคนชิน ยอดนักรบแห่งยุคเซ็นโกคุ เป็นพาวเวอร์สปอตแห่งหนึ่งเลย และปราสาทชั้นในของซากปราสาทโยเนซาวะยังอยู่ในเขตศาลเจ้าแห่งนี้ด้วย ตรงสะพานไมซึรุบาชิมีธงศึกที่ใช้ส่งสัญญาณบุกโจมตีโบกสะบัดอยู่ เป็นอีกจุดที่น่าถ่ายรูป

    เที่ยวยามากาตะ

    เมื่อเข้ามาด้านในจะเจอรูปปั้นอุเอสุงิ เคนชินทางด้านขวา ลึกเข้าไปหน่อยฝั่งซ้ายจะเป็นรูปปั้นของเจ้าเมืองคนที่ 9 อุเอสุงิ ทาคายามะ ว่ากันว่าเป็นคนญี่ปุ่นที่ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดีนับถือมากที่สุด ตามทางเดินยังมีรูปปั้นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์อีก ถูกใจคนที่อินกับประวัติศาสตร์หรือยุคเซ็นโกคุมากๆ ในวันที่ 29 เมษายนซึ่งเป็นวันครบรอบของอุเอสุงิ เคนชิน ก็จะมีขบวนกองทัพมาเดินแห่ให้ชมใน Yonezawa Uesugi Festival

    สวนมัตสึงาซากิที่อยู่ใกล้เคียงเป็นที่ตั้งของซากปราสาทโยเนซาวะ ในสวนแห่งนี้ก็มีศาลเจ้ามัตสึงาซากิที่บูชาเจ้าเมืองอุเอสุงิ โยซังด้วย แวะไหว้ศาลเจ้าได้ทั้ง 2 แห่ง

    และในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีจะมีงาน Uesugi Snow Lantern Festival ประดับโคมไฟหิมะกว่า 300 ดวงรอบสวนมัตสึงาซากิ ส่องให้ทั้งบริเวณสว่างไสวด้วยแสงนวลตาจากเทียน แต่ปีนี้ยกเลิกไปเพราะโควิด ไว้มาปีหน้ากัน

    เที่ยวยามากาตะ

    เจอโคมหิมะในศาลเจ้าอุเอสุงิด้วย ใหญ่กว่าที่คิดอีก ต้องถ่ายรูปเก็บไว้หน่อย แนะนำให้มาในหน้าหนาวนะ มารับพลังจากศาลเจ้าท่ามกลางหิมะกันนะ นอกจากนี้ที่นี่ยังยังเป็นจุดชมซากุระขึ้นชื่อ ใบไม้แดงก็สวยด้วยล่ะ

    22 Michi-no-Eki Yonezawa

    จุดพักรถหน้าตาดีที่เปิดในปี 2018 ครองตำแหน่งจุดพักรถขวัญใจนักเดินทางของ TripAdvisor โดยติดอันดับที่ 6ในปี 2020 และอันดับที่ 9 ในปี 2019 ถึง 2 ปีซ้อน

    เที่ยวยามากาตะ

    ด้านหน้ามี Tourist information ที่มีข้อมูลที่เที่ยวต่างๆ ในบริเวณโอคิทามะและโยเนซาวะ รวมถึงแผนที่ นิตยสาร และไกด์บุ๊คภาษาอังกฤษกับจีนอีกจำนวนหนึ่ง ทางขวามือมีผลผลิตวางจำหน่ายโดยเกษตรกรท้องถิ่น ถัดไปด้านในจะเป็นมุมขายของที่ระลึก

    เที่ยวยามากาตะ

    ของฝากที่แนะนำเป็นการส่วนตัวที่สุดคือแกงกะหรี่ที่มีเนื้อโยเนซาวะกับแพร์ La France เป็นส่วนประกอบ แพ็คเกจสวยแบบมินิมอล มีเนื้อโยเนซาวะคือน่าลองมาก แยมหลากสีหลากชนิดของ Takahata Farm จากเมืองทาคาฮาตะก็น่าสน

    เที่ยวยามากาตะ

    ฝั่งซ้ายคือฟู้ดคอร์ทที่มีร้านเนื้อโยเนซาวะและราเมงโยเนซาวะ รวมถึงเคาน์เตอร์ฟาสต์ฟู้ดให้มาลิ้มลองผลผลิตในท้องถิ่นกันได้ง่ายๆ ที่นั่งกว้างขวาง นั่งได้เรื่อยๆ แถมยังมีเมนูหลากหลาย ชิ้มเนื้อโยเนซาวะเสียบไม้ย่างได้ในราคาประหยัดโดยไม่ต้องไปถึงร้าน

    ข้อสรุป

    เที่ยวยามากาตะ จังหวัดเดียวครบรสทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม ของกิน ของฝาก และกิจกรรมดีๆ จะมากับครอบครัว กลุ่มเพื่อน คนรัก หรือลุยเดี่ยวก็สนุกได้หลากหลายรูปแบบ มาฤดูไหนก็ได้ชมธรรมชาติสวยงาม ยิ่งใครชอบหิมะหนาๆ ฟูๆ ยิ่งขอแนะนำเป็นพิเศษ ชอบเที่ยวแนวไหนจดลิสต์ไปจัดแพลนกันได้เลย

    Purin

    Blogger : Purin

    บล็อกเกอร์ฝึกหัดผู้เกิดมาเพื่อเป็นทาสแมวและสัตว์หน้าขนทุกชนิด อ่านหนังสือเวลาเหงา เวลาเศร้าชอบทำคุกกี้ ชอบของหวานและสารพัดของกุ๊กกิ๊ก

    69 Posts

    สถานที่เที่ยว

    | Feature

    กรณีฉุกเฉิน

    | Emergency
    • Police

      110

    • Ambulance

      119

    • AMDA International Medical Information Center

      03-5285-8088

    • สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว

      03-5789-2449

    • สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซาก้า

      06-6262-9226-7

    • สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟุกุโอกะ

      092-686-8775

    เว็บไซต์ของเราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น คลิกเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้คุ๊กกี้ของเราผ่านทาง นโยบายความเป็นส่วนตัว