โนโบริเบทสึ

เมือง โนริเบทสึ นั้น ถือว่าเป็นเมืองที่เดินทางมาได้สะดวกมาก เพราะมีรถไฟลิมิเต็ด เอ็กเพรส ซุปเปอร์โฮคุโตะ ซึ่งวิ่งระหว่างซัปโปโร – ฮาโกดาเตะ โดยรถไฟจะจอดที่สถานี โนโบริเบทสึ(Noboribetsu) ไม่ว่าจะเดินทางจากซัปโปโร หรือ ฮาโกะดาเตะ ก็ใช้เวลาไม่นานก็ถึงสถานี โนโบริเบทสึ โดยสามารถเที่ยวแบบ One Day Trip ได้

โนโบริเบทสึ

เมื่อเดินทางมาถึงสถานีแล้ว ต่อไปเราก็จะนั่งรถบัสไปยัง โนโบริเบทสึ ออนเซน (Noboribetsu Onsen) แนะนำให้ซื้อตั๋วรถบัสที่ตู้ขายอัตโนมัติที่สถานีจะได้ราคาถูกกว่าจ่ายเงินบนรถ หลังที่ซื้อตั๋วเรียบร้อยแล้ว ก็ขึ้นรถบัสจากหน้าสถานีโนโบริเบทสึได้เลย ใช้เวลาประมาณ 15 นาที

Noboribetsu

ที่สถานี โนโบริเบทสึ นั้น ก็จะมีน้องหมีมายืนต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วย

โนโบริเบทสึ

เมื่อมาถึงBus Terminal ของ Noboribetsu Onsen ก็ให้สังเกตป้ายเซเว่น อีเลฟเว่น ครับ ให้เดินตามถนนไปเรื่อยๆจนถึง จิโกกุดานิ

โนโบริเบทสึ

แต่เราจะยังไม่ไปหุบเขานรกทันที ให้มองป้ายสีเหลืองตามในรูปซึ่งจะมีลูกศรสีแดง ให้เลี้ยวขวา โดยที่นี่ก็คือ ศูนย์อนุรักษ์พันธ์หมีสีน้ำตาล

ฟาร์มหมีสีน้ำตาล โนโบริเบทสึ

โนโบริเบทสึ

ฟาร์มหมีแห่งนี้จะอยู่บนยอดเขา จึงต้องนั่งกระเช้าขึ้นไปด้านบนของภูเขา โดยจะมีหมีให้ดูตั้งแต่หมีในวัยเด็ก จนไปถึงหมีโตเต็มไว้ และมีจุดที่เรียกว่า Human Cage ซึ่งจุดนี้สามารถเข้าไปชมหมีในระยะใกล้ชิดได้อีกด้วย โดยค่าเข้าชมฟาร์มหมีแห่งนี้จะอยู่ที่ ผู้ใหญ่ 2650 เยน เด็ก 1350เยน

เอาล่ะ….งั้นเรามาเดินทางกันต่อกันเลย

โนโบริเบทสึ

เมือเลี้ยวตามป้ายที่ผมบอกไปข้างต้น เลี้ยวเข้ามาก็จะเห็นตึกตั้งอยู่บนเนินเขา โดยจะต้องเดินขึ้นไปซื้อบัตรเข้าชมบนตึกแห่งนี้

โนโบริเบทสึ

ซึ่งทางเดินก็สามารถเรียกเหงื่อได้พอสมควร

Noboribetsu

ถ้ามาช่วงใบไม้เปลี่ยนสีก็จะมีต้นเมเปิ้ลให้ชมความงาม จนลืมความเหนื่อยไปเลยทีเดียว

โนโบริเบทสึ

เมื่อขึ้นมาถึงด้านบนแล้วก็จัดการซื้อบัตร โดยที่นี่จะมีแผ่นพับเป็นภาษาไทยด้วย จากนั้นก้ให้ขึ้นบันไดข้างๆ เพื่อไปยังกระเช้า ซึ่งจะต้องนั่งกระเช้าขึ้นยังฟาร์มหมีด้านบนของภูเขา

โนโบริเบทสึ

ถ้ามาช่วงใบไม้เปลี่ยนสีระหว่างนั่งกระเช้าก็สามารถชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีได้เพลินตาเลยทีเดียว ดังนั้น แนะนำให้มาช่วงกลาง-ปลาย ตุลาคมจะดีมากๆครับ (แนะนำให้ดูพยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสีล่วงหน้าด้วยครับ)

บรรยากาศระหว่างนั่งกระเช้า

โนโบริเบทสึ

เมื่อมาถึงด้านบนแล้วหลังจากลงจากกระเช้า สิ่งแรกที่จะได้เห็นก็คือ โซนหมีเด็ก ซึ่งจุดนี้ก็จะได้เห็นความน่ารักน่าชัง ของน้องหมีน้อยในวัยเด็กครับ

โนโบริเบทสึ

โดยน้องหมีแต่ละตัวก็จะมีชื่อเป็นของตัวเองครับ

โนโบริเบทสึ

แผนที่ของฟาร์มหมีแห่งนี้ครับ ให้เดินไปทางซ้ายมือก็จะพบกับกรงหมีที่โตเต็มวัย

โนโบริเบทสึ

โดยจะเจอโซนหมีตัวเมียก่อน โดยที่นี่จะแยกเป็นโซนหมีตัวผู้ , ตัวเมีย และ หมีเด็กครับ โดยหมีตัวเมียก็มักจะออกมาทักทายนักท่องเที่ยวเสมอๆ

โนโบริเบทสึ

จากโซนหมีตัวเมียก็ให้เดินไปทางซ้ายมือ ก็จะพบกับโซนหมีตัวผู้ และ”ไฮไลท์”ของสวนหมีแห่งนี้ก็จะอยู่ที่โซนนี้ โดยที่โซนนี้จะมีจุดที่เรียกว่า Human Cage หรือ แปลเป็นไทยก็คือ กรงมนุษย์ ซึ่งจุดนี้ก็คือจุดที่จะพาเราไปใกล้ชิดกับหมีได้มากที่สุด หลังจากที่เดินเข้าไปข้างในแล้ว ก็จะมาโผล่ที่กลางบ่อหมี โดยมีกระจกใสกั้นเท่านั้น

โนโบริเบทสึ

เมื่อเดินเข้าไปถึงแล้วก็จะพบน้องหมีมาต้อนรับเราถึงหน้ากระจกเลย ซึ่งจะเห็นได้ว่า ตัวใหญ่มาก

โนโบริเบทสึ

ที่ยังสามารถให้อาหารหมีได้ด้วย โดยสามารถซื้อได้จากตู้ขายที่อยู่ด้านหน้า เมื่อซื้อมาแล้วก็ให้ หยิบอาหารใส่ในรูที่อยู่หน้ากระจก แล้วค่อยดันแท่นเหล็กเข้าไป

โนโบริเบทสึ

หลังจากที่ออกมาด้านนอกแล้วก็ขึ้นมาชมด้านบนของโซนหมีตัวผู้กันบ้าง โดยน้องหมีที่อยู่โซนนี้มักจะมารอขนมจากนักท่องเที่ยวเสมอ

โนโบริเบทสึ

น้องหมีบางตัวก็ออกมาโบกมือทักทายกับนักท่องเที่ยวด้วย

คลิปน้องหมีโบกมือทักทายนักท่องเที่ยว

โนโบริเบทสึ

เสร็จจากโซนหมีตัวผู้แล้ว ก็ให้เดินย้อนกลับมาทางเดิม แล้วเดินตรงไปเรื่อยๆ ก็จะจบกับพิพิธภัณฑ์หมีสีน้ำตาล โดยให้ขึ้นบันไดเลื่อนมาด้านบนดาดฟ้าก่อนครับ ซึ่งจะเป็นจุดชมวิว

โนโบริเบทสึ

ซึ่งจะสามารถมองวิวทะเลสาบคุตตะระได้สวยงาม

จากนั้นให้เดินเข้าไปด้านในจะพบกับบันไดลงไปยังชั้น2ของตึกนี้ ซึ่งชั้น2นั้นด้านในจะจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม ซึ่งจะมีหมีถูกสตาฟไว้ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยโตเต็มที่ และยังมีประวัติต่างๆเกี่ยวกับหมี นอกจากหมีแล้วที่นี่ยังจัดแสดงวิถีชีวิตของชนเผ่าไอนุซึ่งเป็นชนเผ่าดั้งเดิมของเกาะฮอกไกโด

ส่วนชั้น1นั้นจะเป็นโซนร้านอาหาร ซึ่งก็มีอาหารให้เลือกรับประทานได้หลายชนิดเช่น ข้าวแกงกะหรี่ , ราเมง เป็นต้น

โนโบริเบทสึ

ถัดจากอาคารพิพิธภัณฑ์ถ้าเดินเลยไปอีกซักนิดก็จะพบกับยูคาระ โนะ ซาโตะ หรือ หมู่บ้านชาวไอนุ ซึ่งจัดแสดงวิถีชีวิตของชาวไอนุ

โนโบริเบทสึ

โดยด้านในบ้านก็จะมีข้าวของเครื่องใช้ของชาวไอนุจัดแสดงไว้ให้ชมด้วย ถัดจากหมู่บ้านชาวไอนุ ถ้าเดินเลยไปอีกนิดก็จะพบกับหมู่บ้านกระรอก ซึ่งก็จะมีกระรอกแปลกๆหายากๆให้ได้ชมกันครับ

โนโบริเบทสึ

ส่วนขากลับนั้นก็ให้กลับมาขึ้นกระเช้าที่เดิมครับ ถ้ามาช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ก็จะได้ชมบรรยากาศสุดงามระหว่างนั่นกระเช้ากลับลงไปด้านล่าง

โนโบริเบทสึ

ที่จุดขึ้นกระเช้าด้านล่างก็จะมี มุมน่ารักๆ สำหรับถ่ายรูปด้วยเช่นกัน

ฟาร์มหมีสีน้ำตาล โนโบริเบทสึ Noboribetsu Bear Park

ที่อยู่224 Noboribetsu Onsen, Noboribetsu, Hokkaido 059-0551
วิธีเดินทางเดินจากNoboribetsu Onsen Bus Terminal ขึ้นไปตามทางที่จะไปจิโกกุดานิ แล้วจะเห็นป้ายเลี้ยวขวาก็จะพบกับบันไดสำหรับเดินขึ้นไปยังอาคารขายบัตร ใช้เวลาเดินประมาณ10นาที
เวลาทำการ1 กุมภาพัน- 31 มีนาคม เปิด 8.30 น. – 16.00 น.
1 เมษายน – 30 มิถุนายน และ 1 ตุลาคม – 31 มีนาคม เปิดตั้งแต่ 8.30 น. – 16.30 น.
1 กรกฎาคม – 30 กันยายน เปิดตั้งแต่ 8.00น – 17.00 น.
ราคาผู้ใหญ่ 2650 เยน เด็ก 1350 เยน
WebsiteNoboribetsu Bear Park

ดูแผนที่ Noboribetsu Bear Park

หลังจากที่ลงมาจากสวนหมีแล้วก็ให้เดินขึ้นตามทางต่อเรื่อยๆ เพื่อไปยังจิโกกุดานิ แต่ระหว่างทางจะมีศาลเจ้าแห่งนึง (ถ้ากำลังเดินขึ้นไปทางจิโกกุดานิ ให้สังเกตฝั่งขวาไว้) โดยศาลเจ้าแห่งนี้มีชื่อว่า Enmado

ศาลเจ้า Enmado

โนโบริเบทสึ

ศาลเจ้าเป็นที่ประดิษฐานของท่านเอนมะ หรือ ราชาผู้ปกครองหุบเขานรก ถ้าดูผิวเผินก็คล้ายๆกับรูปปั้นธรรมดา แต่ที่จริงมีความไม่ธรรมดาซ่อนอยู่นั่นก็คือ รูปปั้นสามารถเปลี่ยนหน้าตาจากที่ดูใจดีไปเป็นหน้าตาแบบเคร่งขรึมดุร้าย แล้วก็พิพากษาคนเลวให้ตกนรก โดยจะมีรอบการแสดงดังนี้ 10.00 น. , 13.00 น. , 15.00 น., 17.00 น. , 20.00 น. และ 21.00 น. เฉลี่ยคือวันละ6รอบ

การพิพากษาคนเลวของท่านครับ

ศาลเจ้า Enmado

ที่อยู่Noboribetsu onsen cho, Noboribetsu, Hokkaido 059-0551
วิธีเดินทางอยู่ระหว่างทางเดินจาก Noboribetsu onsen bus terminal ไปยัง จิโกกุดานิ
เวลาทำการรอบการแสดงดังนี้ 10.00 น. , 13.00 น. , 15.00 น., 17.00 น. , 20.00 น. และ 21.00 น.

ดูแผนที่ ศาลเจ้า Enmado

โนโบริเบทสึ

เดินถัดจาก Enmado ไปอีกไม่กี่เมตร ทางซ้ายมือจะพบกับสวน Sengen Park จุดสังเกตก็คือจะมีกระบองยักษ์ตั้งอยู่รอบๆ ที่นี่จะมีไฮไลท์คือ จะมีน้ำพุร้อนปะทุทุก3ชั่วโมง

โนโบริเบทสึ

โนโบริเบทสึ

เดินตามทางมาอีกเล็กน้อยก่อนถึงลานจอดรถของจิโกกุดานิ จะพบกับทางขึ้นศาลเจ้ายูซาวะ ซึ่งสามารถขึ้นไป สักการะ หรือ ขอพรได้

หุบเขานรกจิโกกุดานิ Jigokudani (Hell Valley)

โนโบริเบทสึ

เดินเลยจากทางขึ้นศาลเจ้ามาอีกเล็กน้อยก็พบกับป้าย Jigokudani

Noboribetsu

Noboribetsu

ซึ่งก็จะมีน้องยักษ์2ตน มายืนรอต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่

Noboribetsu

แผนที่ของหุบเขานรก ซึ่งจะมีหลาย Route ให้เลือก โดยRoute สีส้มก็คือ เส้นทางสำหรับชมหุบเขานรก ซึ่งเป็นเส้นทางที่เหนื่อยน้อยที่สุด นอกจากนั้นยังมีเส้นทางสี เขียวอ่อนและสีม่วง ซึ่งจะต้องเดินไกลหน่อย ซึ่งเส้นทางนี้จะพาท่านไปยังทะเลสาบ Oyunuma ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นทะเลสาบน้ำร้อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Noboribetsu

เส้นทางสีส้มเป็นเส้นทางที่เดินง่ายที่สุดและเหนื่อยน้อยที่สุด โดยจะมีสะพานไม้ทอดไปให้เดินชมความงามของ หุบเขานรกจฺโกกุดานิ โดยมีจะมีควันผสมกับกำมะถัน พวยพุ่งขึ้นมาตลอดเส้นทาง ยิ่งถ้ามาช่วงใบไม้เปลี่ยนสีก็จะได้บรรยากาศเข้าไปอีก

Noboribetsu

Noboribetsu

บรรยากาศของหุบเขานรกในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี สวยงามจริงๆ

Noboribetsu

เมื่อเดินมาจนสุดท้ายก็จะพบกับบ่อน้ำ Tessen Ike ซึ่งจุดนี้คือศูนย์กลางของหุบเขานรก ที่สำคัญ “ห้ามโยนเหรียญลงในบ่อนี้เด็ดขาด” ซึ่งในบ่อก็จะมีน้ำเดือดและควันพวยพุ่งออกมา

Noboribetsu

หลังจากเสร็จจาก Tessen Ikeแล้ว ก็ให้เดินย้อนกลับมาทางเดิมจนพบกับทางแยก ซึ่งถ้าเหนื่อยก็สามารถเดินย้อนกลับทางเก่าได้ แต่ถ้าใครยังมีพลังเหลือก็แนะนำให้เดินต่อไปอีกครับ ตามเส้นทาง Oyunuma ต่อไปอีกครับ ระยะทางประมาณ700เมตร (เหนื่อยนิดๆ)

จะพบกับจุดที่สามารถถ่ายรูปทะเลสาบ Oyunuma ที่ดีที่สุด

Noboribetsu

ถัดจากจุดถ่ายรูปอีกเล็กน้อยก็จะพบกับทางเดินอีกครับ

Noboribetsu

จากทางเดินด้านบนก็สามารถถ่ายรูปวิวทะเลสาบOyunuma ได้สวยงามอีกเช่นกัน ส่วนขากลับนั้นก็ให้เดินตามเส้นทางสีเขียวกับสีส้ม เพื่อกลับ แต่ถ้าใครยังมีแรงพอแนะนำให้ลองเดินตามเส้นทางสีน้ำตาล ซึ่งจะมีออนเซนเท้า หรือ เส้นทางสีแดง เพื่อเดินชมธรรมชาติ และ ไปจบด้วยเส้นทางสีชมพู ซึ่งจะจบที่ลานจอดรถด้านล่าง

Noboribetsu

ส่วนตัวผมเลือกเดินตามเส้นทางสีแดง+ชมพู ซึ่งเรียกว่า Funamiyama Pathway ระยะทางประมาณ 800 เมตร ซึ่งเส้นทางนี้จะไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเดิน ซึ่งจะเงียบสงบมาก มีใบไม้เปลี่ยนสีให้ชมตลอดทาง

Noboribetsu

ซึ่งระหว่างทางก็จะมีอนุสรณ์สถานของบุคคลสำคัญให้เคารพเป็นระยะๆ

Noboribetsu

และยังสามารถชมวิวของหุบเขานรกจิโกกุดานิจากมุมสูงได้ด้วย

Noboribetsu

เมื่อมาจนถึงสะพานในรูปนี้ แสดงว่าใกล้จะถึงลานจอดรถแล้วซึ่งก็คือ จุดสิ้นสุดของ Route นี้

Noboribetsu

Noboribetsu

เมื่อเดินมาถึงด้านหน้าของหุบเขานรก จะมีเนินเล็กๆ และมีบันไดให้ขึ้นให้ไปถ่ายรูปหุบเขานรกจากมุมสูงได้ด้วยเช่นกัน นอกนั้นนั้น บนเนินเขาแห่งนั้นยังเป็นที่ประดิษฐานของเจ้าแม่กวนอิม Nata Zukuri Kannon ซึ่งถูกแกะสลักด้วยขวาน

Noboribetsu

หุบเขานรก Jigokudani

ที่อยู่Noboribetsuonsencho, Noboribetsu, Hokkaido 059-0551
วิธีเดินทางเดินจาก Noboribatsu Onsen Bus Terminal ขึ้นเนินมาเรื่อยๆ จนถึงทางแยกหน้าศาลเจ้า yuzawa ให้เลี้ยวขวา แล้วเดินตรงไปเรื่อยๆ จนถึงทางเข้า
เวลาทำการเปิดทุกวันตั้งแต่ 8.00น – 18.00น
ราคาฟรี

ดูแผนที่ หุบเขานรก Jigokudani

ร้านราเมง Charcoal Grill and Ramen “ISEKURA”

Noboribetsu

หลังจากที่เดินชมหมี จากนั้นเดินไปยังหุบเขานรก เดินขึ้นเขาไปชมทะเลสาบ Oyunuma ใช้พลังงานเยอะ ก็ต้องหิวกันบ้างใช่มั้ยล่ะครับ วันนี้ผมจะมาแนะนำราเมงร้าน Isekura ซึ่งร้านจะอยู่ระหว่างทางเดินจาก Noboribetsu Onsen Bus Terminal กับ หุบเขานรกจิโกกุดานิ โดยราเมงร้านนี้จะอยู่ข้างๆ ร้านยา SATUDORA โดยราเมงที่นี่จะมีทั้งแบบเผ็ด และ ไม่เผ็ดให้เลือกรับประทานกันด้วย นอกจากราเมงแล้ว ร้านนี้ยังมีเมนูเนื้อย่างอีกด้วย

ร้านราเมง Charcoal Grill and Ramen “ISEKURA”

ที่อยู่71 Noboribetsu Onsen Cho, Noboribetsu, Hokkaido 059-0551
วิธีเดินทางอยู่ระหว่างทางเดินไปหุบเขานรก ร้านจะอยู่ข้างๆร้านขายยา SATUDORA
เวลาทำการเปิดทุกวันตั้งแต่ 18.00 น. – 1.00 น. มื้อกลางวันจะเปิดเวลา 12.00 น.

ดูแผนที่ Charcoal Grill and Ramen “ISEKURA”

Noboribetsu

ส่วนขากลับนั้นให้นั่งรถบัสจาก Noboribetsu Onsen Bus terminal (จุดเดิมที่ลงตอนขามา) กลับมายังสถานี Noboribetsu ที่สถานีนี้จะเปิดให้ออกรอรถไฟที่ชานชาลาก่อนเวลารถไฟมา 5 นาที

สรุป

Noboribetsu

เมืองโนโบริเบทสึนั้นสามารถใช้เป็นเที่ยวแบบ One Day Trip แบบง่ายๆจากซัปโปโร หรือ ฮาโกะดาเตะ หรือว่าจะแวะระหว่างทาง ในการเดินทางระหว่าง ซัปโปโร – ฮาโกะดาเตะ ก็ได้ ยิ่งถ้ามาช่วงใบไม้เปลี่ยนสีก็จะได้เห็นความงามของธรรมชาติแบบสวยงามตระการตา ซึ่งถ้าได้อ่านบทความนี้แล้วก็จะสามารถใช้เป็นแนวทางในการเที่ยวได้ไม่ยาก