คูปองส่วนลดที่น่าสนใจ
17%
15%
10%

ชิจิบุ (Chichibu, 秩父) ตั้งอยู่ทางตะวันตกของจังหวัดไซตามะ ล้อมรอบด้วยภูเขาเกือบทุกด้านคล้ายๆกับแอ่งกะทะ โดยมีแม่น้ำ Arakawa ไหลผ่าน ชิจิบุ (Chichibu, 秩父) นั้นอยู่ห่างจากใจกลางโตเกียวขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 80 กิโลเมตร นั่งรถไฟด่วนพิเศษจากสถานี Ikebukuro ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาทีเท่านั้น ซึ่งอยู่ใกล้กว่านิกโก้หรือคาวาโกเอะบางเส้นทางด้วยซ้ำ
จุดเด่นของชิจิบุ (Chichibu, 秩父) คือมีความหลากหลายของสถานที่ท่องเที่ยวด้วยกัน ไม่ได้มีแค่ธรรมชาติอย่างเดียว แต่มีทั้งศาลเจ้าเก่าแก่ระดับที่คนญี่ปุ่นเดินทางมาไหว้ไกล ๆ ทุกปี หรือเส้นทางแสวงบุญ รวมถึงทุ่งดอกชิบะซากุระสีชมพูสุดตระการตาในฤดูใบไม้ผลิ หุบเขานากาโทโระที่มีหินแบนราวกับปูเสื่อยักษ์ริมแม่น้ำ และออนเซ็นให้แช่ผ่อนคลาย ซึ่งเหมาะกับคนที่ชอบเที่ยวช้า ๆ สบาย ๆ มากกว่าคนที่อยากได้ความคึกคักแบบเมืองใหญ่
ไปเช้าเย็นกลับ (Day Trip): สามารถทำได้และนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะทำกัน เพราะระยะทางไม่ไกลและมีรถไฟด่วนพิเศษวิ่งบ่อย และใช้เวลาเดินทางไม่นาน ซึ่งถ้าออกจากโตเกียวก่อน 8 โมงเช้า จะมีเวลาเที่ยวเต็มวันในชิจิบุประมาณ 8-9 ชั่วโมง พอสำหรับศาลเจ้าหลัก สวนสาธารณะ และแวะแช่เท้าหรือแช่ตัวที่ออนเซ็นก่อนกลับ
พัก 1 คืน: เหมาะกับคนที่อยากสัมผัสความเป็น ชิจิบุ (Chichibu, 秩父) แบบเต็มๆ และสามารถเพิ่มสถานที่ท่องเที่ยวอย่างนากาโทโระหรือศาลเจ้ามิสึมิเนะเข้าไปในแพลนด้วย เพราะสองที่นี้อยู่ไกลจากตัวเมือง ถ้าพยายามยัดรวมกับโซนเมืองในวันเดียวจะรีบจนไม่ได้อรรถรสเต็มที่ การพัก 1 คืนยังทำให้มีเวลาแช่ออนเซ็นแบบไม่ต้องรีบขึ้นรถไฟเที่ยวสุดท้ายด้วย
พัก 2 คืนขึ้นไป: เหมาะกับคนที่อยากเที่ยวครบทั้งเมือง มิสึมิเนะ และนากาโทโระในทริปเดียว หรืออยากไปช่วงเทศกาลใหญ่อย่างชิบะซากุระหรือชิจิบุโยมัตสึริที่คนแน่นมาก การมีเวลาเผื่อจะช่วยให้ไม่ต้องแข่งกับเวลาตลอดทริป
การวางแผนให้ไม่เหนื่อยเกินไป ต้องเข้าใจก่อนว่าพื้นที่ท่องเที่ยวแบ่งเป็นโซนหลัก ๆ ที่อยู่ห่างกันพอสมควร ไม่ควรยัดทุกโซนไว้ในวันเดียวถ้าไม่อยากเหนื่อยเกินไป
“ถ้าอยากเที่ยวแบบไม่เหนื่อยเกินไป ลองคิดว่าชิจิบุเป็น “หลายทริปเล็ก ๆ” มากกว่าหนึ่งเมือง เพราะแต่ละโซนมีคาแรกเตอร์ต่างกันมาก เลือกให้ตรงสไตล์จะสนุกกว่าพยายามเก็บทุกจุด”

เส้นทางหลักที่ทุกคนใช้คือรถไฟของ Seibu Railway ออกจากสถานี Ikebukuro ตรงไปสถานี Seibu-Chichibu โดยไม่ต้องเปลี่ยนขบวน มีรถไฟด่วนพิเศษรุ่นใหม่ชื่อ “Laview” (ラビュー) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ด้วยตัวรถทรงมนสีเหลืองและหน้าต่างบานใหญ่พิเศษ ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งดูวิวจากตู้กระจก
| วิธีการเดินทาง | ระยะเวลา | ราคา/เที่ยว | หมายเหตุ |
| รถไฟด่วนพิเศษ Laview (ตรง ไม่เปลี่ยนขบวน) | ประมาณ 77 นาที – 80 นาที | รวมประมาณ 1,700 เยน (ค่าโดยสาร 800 + ค่าธรรมเนียมด่วนพิเศษ 900) | ที่นั่งจองล่วงหน้าทั้งหมด ไม่มีตู้ไม่จอง |
| รถไฟธรรมดา/รถด่วน (เปลี่ยนขบวนที่ Hanno) | ประมาณ 110 นาที | ราว 800 เยน | ถูกกว่ามากแต่ใช้เวลานานขึ้นเกือบเท่าตัว |
ตารางรถไฟด่วนพิเศษมีไม่ถี่มาก ควรเช็กเวลาก่อนออกเดินทางเสมอ โดยเฉพาะเที่ยวเช้าและเที่ยวกลับช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่คนแน่น ควรจองที่นั่งล่วงหน้าผ่านเคาน์เตอร์ที่สถานี Ikebukuro หรือแอปจองตั๋วของ Seibu
เคล็ดลับเลือกที่นั่ง Laview: ถ้าจองขาไปชิจิบุ (Ikebukuro → Seibu-Chichibu) ลองเลือกที่นั่งฝั่งขวาของขบวน เพราะช่วงท้ายเส้นทางก่อนถึงปลายทาง หน้าต่างบานใหญ่พิเศษของ Laview จะเปิดมุมมองภูเขาบุโกซัง (Bukosan) ที่เป็นสัญลักษณ์ของชิจิบุให้เห็นชัดเจนกว่าฝั่งซ้าย เหมาะกับคนที่อยากถ่ายรูปเก็บบรรยากาศตั้งแต่ยังไม่ถึงสถานี
“การนั่ง Laview ถือเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์เที่ยวชิจิบุเลยก็ว่าได้ เพราะตัวรถมีดีไซน์ที่แตกต่างจากรถไฟทั่วไป และหน้าต่างบานใหญ่ทำให้ช่วงระหว่างทางกลายเป็นช่วงชมวิวไปโดยปริยาย”
คำถามที่พบบ่อยคือ “จำเป็นต้องนั่ง Laview ไหม” คำตอบขึ้นอยู่กับเวลาที่มีในมือ ถ้านั่งรถไฟธรรมดาที่ต้องเปลี่ยนขบวนที่สถานี Hanno จะประหยัดได้ราว 900 เยนต่อเที่ยว แต่ใช้เวลาเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว (ราว 30-50 นาที) และต้องลากกระเป๋าขึ้น-ลงเปลี่ยนขบวนด้วย
ถ้าเป็นทริปเช้าเย็นกลับที่เวลาจำกัดอยู่แล้ว ส่วนต่าง 900 เยนแลกกับเวลาที่ได้เที่ยวเพิ่มเกือบชั่วโมงถือว่าคุ้มมาก โดยเฉพาะขากลับตอนเย็นที่เหนื่อยแล้วอยากถึงบ้านเร็ว ๆ แต่ถ้าเป็นทริปที่ไม่รีบเวลา หรืองบจำกัดจริง ๆ การนั่งรถไฟธรรมดาก็ไม่ได้แย่ เพราะยังนั่งสบาย มีที่นั่งเกือบตลอดทาง ไม่ใช่รถไฟแออัดแบบในเมือง
ขับรถไปชิจิบุเองก็เป็นตัวเลือกที่ดี โดยเฉพาะถ้าตั้งใจจะไปจุดที่รถไฟเข้าไม่ถึงอย่างพื้นที่ชนบทรอบนอกหรือจุดชมวิวลึก ๆ ในภูเขา ข้อดีคือยืดหยุ่นเรื่องเวลาและแวะจุดเล็ก ๆ ระหว่างทางได้ตามใจ
ข้อควรระวังคือช่วงเทศกาลใหญ่อย่างชิบะซากุระหรือชิจิบุโยมัตสึริ ถนนในตัวเมืองจะมีการควบคุมการจราจรและรถติดหนักมาก ที่จอดรถในตัวเมืองก็มีจำกัดและเต็มเร็ว
สำหรับการขับรถไปยังชิจิบุ (Chichibu) นั้นใช้เวลาประมาณ 90 – 120 นาที

จุดที่มักทำให้นักท่องเที่ยวสับสนคือชิจิบุมีสถานีรถไฟอยู่ใกล้กันหลายสถานีแต่คนละสาย
เพราะแต่ละสถานีอยู่ใกล้กันแต่คนละสาย เวลาวางแผนเปลี่ยนขบวนจากรถไฟ Seibu มาขึ้น Chichibu Railway ควรเผื่อเวลาเดินระหว่างสถานีไว้สัก 5-10 นาที และเช็กชื่อสถานีให้ตรงกับปลายทางที่ตั้งใจไปเสมอ
จากสถานี Ohanabatake หรือ Chichibu นั้นนักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถไฟของ Chichibu Railway ไปยังสถานี Nagatoro ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที รถไฟสายนี้วิ่งไม่ถี่มากนัก แนะนำให้เช็กตารางเวลาก่อนไปเผื่อรอนาน
ถ้าตั้งใจจะจัดทั้ง Chichibu และ Nagatoro ในวันเดียว แนะนำให้เริ่มจากโซนเมืองชิจิบุตอนเช้า แล้วต่อรถไฟไปนากาโทโระตอนบ่าย เพราะนากาโทโระเป็นจุดที่อยู่ปลายทาง เที่ยวเสร็จแล้วนั่งรถไฟสายเดียวกันย้อนกลับผ่านชิจิบุเพื่อขึ้นรถไฟ Seibu กลับโตเกียวได้เลย ไม่ต้องอ้อม
Seibu Railway มี pass สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คุ้มกว่าซื้อตั๋วแยกในหลายกรณี (ต้องแสดงพาสปอร์ตต่างชาติตอนซื้อ)
SEIBU 1-Day Pass + Nagatoro ราคา 2,000 เยนต่อผู้ใหญ่ ใช้ได้ 1 วัน ครอบคลุมรถไฟ Seibu ทุกสายยกเว้นสายทามะกาวะ บวกรถไฟ Chichibu Railway ช่วงมิสึมิเนะกุจิ-โนงามิ (ครอบคลุมทั้งชิจิบุและนากาโทโระ) แต่ครอบคลุมเฉพาะ “ค่าโดยสารพื้นฐาน” เท่านั้น ไม่ได้แปลว่าถือ pass นี้แล้วสามารถขึ้น Laview ได้เลย ถ้าอยากนั่งรถไฟด่วนพิเศษ Laview ให้เร็วขึ้น สามารถถือ pass นี้แล้วจ่ายเพิ่มเฉพาะค่าตั๋วระบุที่นั่งด่วนพิเศษอีกราว 900 เยนต่อเที่ยวได้เลย ไม่ต้องซื้อตั๋วใหม่ทั้งใบ ส่วนค่า SL Paleo Express ก็ต้องจ่ายเพิ่มแยกต่างหากเช่นกัน
ลองคำนวณง่าย ๆ ว่าถ้าตั้งใจไปทั้งชิจิบุและนากาโทโระในวันเดียว การซื้อ pass นี้คุ้มกว่าซื้อตั๋วรถไฟท้องถิ่นแยกทีละเที่ยวแน่นอน แต่ถ้าแพลนคือไปแค่ตัวเมืองชิจิบุแล้วกลับ ไม่ได้ต่อรถไฟท้องถิ่นไปไหนต่อ ตั๋วรถไฟ Seibu ไป-กลับปกติอาจคุ้มพอ ๆ กันโดยไม่ต้องซื้อ pass เพิ่ม ควรคำนวณตามเส้นทางจริงที่ตั้งใจไปก่อนตัดสินใจซื้อ
“ชิจิบุเป็นเมืองที่เหมาะกับการเดินแบบเรื่อย ๆ มากกว่าการรีบเช็กอินหลายจุด ระหว่างทางมีร้านเล็ก ๆ และบรรยากาศเมืองเก่าให้แวะมองเพลิน ๆ ซึ่งบางครั้งกลายเป็นความทรงจำที่สนุกกว่าจุดหมายหลักเสียอีก”

ศาลเจ้าชิจิบุ (Chichibu Shrine) เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่มีรากฐานทางประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี ซึ่งตัวอาคารของศาลเจ้าอย่าง Shaden ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยของ Tokugawa Ieyasu ในปีค.ศ. 1592 ซึ่งผู้ที่ออกคำสั่งให้บูรณะก็คือตัวท่าน Ieyasu เอง
และที่นี่เป็นศูนย์กลางของเทศกาลชิจิบุโยมัตสึริอันโด่งดัง จุดเด่นคืองานแกะสลักไม้สีสันสดใสที่ประตูและผนังศาลเจ้า โดยเฉพาะรูปแกะสลัก “ช้างมองกลับหลัง” ที่มีความหมายเชิงปรัชญาเรื่องการมองย้อนกลับไปดูแลคนที่บ้านเกิด
ตั้งอยู่ใกล้สถานี Chichibu แนะนำให้เป็นจุดแรกของการมาเที่ยวที่นี่ เพราะเดินทางไม่ไกล
ศาลเจ้าชิจิบุ (Chichibu Shrine)
| ที่อยู่ | 1-3 Banbamachi, Chichibu, Saitama 368-0041 |
| วิธีเดินทาง | เดินจากสถานี Chichibu 5 นาที |
| เวลาทำการ | เปิดตั้งแต่ 08.30 น. – 17.00 น. |
| ราคา | ฟรี |
| Website | ศาลเจ้าชิจิบุ (Chichibu Shrine) |
“ใครชอบถ่ายรายละเอียดมากกว่าถ่ายภาพมุมกว้าง ลองสังเกตงานแกะสลักตามอาคารของศาลเจ้า เพราะมีทั้งลวดลาย สีสัน และเรื่องราวที่น่าสนใจ ทำให้การเดินชมใช้เวลาเพลินกว่าที่คิด”

ศาลเจ้ามิสึมิเนะ (Mitsumine Shrine) ตั้งอยู่บนภูเขาสูงประมาณ 1,100 เมตร ถือเป็นหนึ่งในสามศาลเจ้าใหญ่ของชิจิบุและเป็นที่รู้จักในฐานะจุดพลังงานศักดิ์สิทธิ์ ที่คนญี่ปุ่นเดินทางมาไกล ๆ บรรยากาศท่ามกลางป่าสนโบราณที่มีอายุนับ 100 ปีที่เงียบสงบมาก ต่างจากศาลเจ้าในตัวเมืองอย่างชัดเจน
โดยเทพเจ้าที่ประดิษฐานอยู่ในศาลเจ้าแห่งนี้ที่ผู้คนเดินทางมาสักการะ เรียกว่า Oguchi Makami เป็นเทพในรูปแบบหมาป่าญี่ปุ่น
เนื่องจากศาลเจ้าแห่งนี้ใช้เวลาเดินทางโดยรถบัสถึง 75 นาที แนะนำให้ควรเดินทางไปในวันที่ 2 ของทริปที่นี่
ศาลเจ้ามิทสึมิเนะ (Mitsumine Shrine)
| ที่อยู่ | 291-2 Mitsumine, Chichibu, Saitama 369-1902 |
| วิธีเดินทาง | นั่งรถบัสจากสถานี Seibu-Chichibu ใช้เวลา 75 นาที |
| เวลาทำการ | เปิดตั้งแต่ 09.00 น. – 17.00 น. |
| ราคา | ศาลเจ้าฟรี หอสมบัติ 300 เยน |
| Website | ศาลเจ้ามิทสึมิเนะ (Mitsumine Shrine) |

สวนฮิทสึจิยามะ (Hitsujiyama Park) คือจุดชมดอกพิงค์มอสที่โด่งดังที่สุดของชิจิบุ โดยช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือในช่วงต้นเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคมของทุกปี ซึ่งพื้นที่กว่า 17,600 ตารางเมตรจะถูกปกคลุมด้วยดอกพิงค์มอสมากกว่า 400,000 ต้นจาก 10 สายพันธุ์ ที่จะเปลี่นรพื้นที่บริเวณนั้นให้เป็นพรมสีชมพู ขาว ม่วงสลับกันที่สวยงามแบบสุดๆ
สวนฮิทสึจิยามะ (Hitsujiyama Park)
| ที่อยู่ | 6360 Omiya, Chichibu, Saitama 368-0023 |
| วิธีเดินทาง | สามารถเดินจากสถานี Seibu-Chichibu 20 นาที |
| เวลาทำการ | เปิดตั้งแต่ 08.30 น. – 17.00 น. |
| ราคา | ช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม มีค่าเข้าคนละ 500 เยน เด็กอายุต่ำกว่า 15 ฟรี |
| Website | สวนฮิทสึจิยามะ (Hitsujiyama Park) |

หุบเขานากาโทโระ (長瀞) ขึ้นชื่อเรื่องอิวาดาตามิ (岩畳) หรือ “หินปูเสื่อ” ลานหินแบนขนาดใหญ่ที่ทอดยาวริมแม่น้ำอาราคาวะ เกิดจากการกัดเซาะของน้ำมานับล้านปี ซึ่งมีความคล้ายกับเสื่อทาทามิกำลังซ้อนกัน เหมาะกับการเดินเล่นถ่ายรูปหรือปูเสื่อนั่งพักผ่อนริมน้ำ
ที่นี่ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจคือการล่องเรือแบบโบราณที่แม่น้ำที่เรียกว่า Nagatoro Line Kudari คือการนั่งเรือไม้ให้โดยมีนายท้ายเรือเป็นผู้พายพาชมทิวทัศน์และผาหิน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด ราคาช่วงคอร์สสั้นราว 1,600-1,800 เยนต่อผู้ใหญ่ขึ้นอยู่กับระยะทาง ควรจัดเป็นครึ่งวันแยกต่างหากจากตัวเมืองชิจิบุ (Chichibu) หรือถ้าอยากไปทั้งคู่ในวันเดียวควรออกเดินทางแต่เช้าเพื่อให้มีเวลาเพียงพอ
หุบเขานากาโทโระและอิวะดะทะมิ (Nagatoro Gorge และ Iwadatami)
| ที่อยู่ | Nagatoro, Chichibu District, Saitama 369-1300 |
| วิธีเดินทาง | นั่งรถไฟ Chichibu Line มาลงสถานี Nagatoro |
| เวลาทำการ | Nagatoro Iwadatami เปิด 24 ชั่วโมง การล่องเรือ Nagatoro Line Kudari เปิดตั้งแต่ 09.00 น. – 16.00 น. |
| ราคา | Nagatoro Iwadatami ฟรี การล่องเรือ Nagatoro Line Kudari ผู้ใหญ่ 2,000 เยน เด็ก 1,000 หากเป็นช่วงที่ผู้คนมาเที่ยวเยอะราคาจะปรับเป็น ผู้ใหญ่ 2,200 เยน เด็ก 1,100 เยน |
| Website | หุบเขานากาโทโระและอิวะดะทะมิ (Nagatoro Gorge และ Iwadatami) การล่องเรือ Nagatoro Line Kudari |
“นากาโทโระเหมาะกับวันที่อยากลดจังหวะการเที่ยวลง ลองเผื่อเวลานั่งพักริมแม่น้ำหรือชมวิวหิน Iwadatami โดยไม่ต้องรีบไปจุดถัดไป เพราะบรรยากาศของที่นี่คือสิ่งที่ควรใช้เวลา “ซึมซับ” มากกว่าการรีบเก็บเช็กอิน”

SL Paleo Express คือรถไฟไอน้ำโบราณของ Chichibu Railway ที่ยังวิ่งให้บริการจริงระหว่างสถานีคุมางายะกับมิสึมิเนะกุจิ ลากด้วยหัวรถจักรไอน้ำ C58363 ที่มีอายุกว่า 80 ปี ดั้งนั้นแล้วการนั่งรถไฟไอน้ำนั้น ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่าย ๆ ในทริปทั่วไป จึงเป็นกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด
สำหรับปี 2026 นั้น รถไฟ SL Paleo Express วิ่งให้บริการตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคมถึง 6 ธันวาคม เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์-วันหยุดนักขัตฤกษ์เป็นหลัก วิ่งวันละ 1 รอบ ไป-กลับเท่านั้น เป็นที่นั่งระบุเบอร์ทุกที่นั่งทุกตู้ แนะนำให้จองผ่านระบบจองออนไลน์ของ Chichibu Railway ล่วงหน้าเป็นหลัก เพราะเลือกที่นั่งได้เอง ส่วนการซื้อที่หน้าต่างขายตั๋วสถานีก็ยังทำได้เช่นกัน แต่ที่นั่งอาจเหลือน้อยกว่าถ้าไปซื้อใกล้วันเดินทาง เปิดจองล่วงหน้าได้ตั้งแต่ 1 เดือนก่อนวันเดินทาง ถ้าตั้งใจจะนั่งควรวางแผนจองทันทีที่เปิดระบบ เพราะที่นั่งเต็มเร็วโดยเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์และฤดูใบไม้เปลี่ยนสี
เส้นทางของรถไฟคือวิ่งตั้งแต่สถานี Kumagaya ถึงสถานี Mitsumineguchi

Matsuri no Yu หรือชื่อเต็ม 西武秩父駅前温泉 祭の湯 คือศูนย์รวมออนเซ็นที่อยู่ติดกับสถานี Seibu-Chichibu แทบจะเดินออกจากชานชาลาก็ถึง เหมาะที่สุดสำหรับปิดท้ายทริปก่อนขึ้นรถไฟกลับ ภายในมีทั้งบ่อในร่มและบ่อกลางแจ้งหลายจุด รวมถึงโซนฟู้ดคอร์ตขายของกินขึ้นชื่อของชิจิบุและโซนขายของฝาก เรียกได้ว่ามีครบแทบทุกอย่างเลยทีเดียว
Mitsuri No Yu
| ที่อยู่ | 1 Chome-16-15 Nosakamachi, Chichibu, Saitama 368-0033 |
| วิธีเดินทาง | เดินจากสถานี Seibu-Chichibu 3 นาที |
| เวลาทำการ | น้ำพุร้อนเปิดตั้งแต่ 10.00 น. – 22.00 น. อาบน้ำรอบเช้า มีเฉพาะวันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดตั้งแต่ 06.00 น. – 09.00 น. โซนร้านอาหาร เปิดตั้งแต่ 11.00 น. – 21.30 น. ซาวน่า เปิดตั้งแต่ 10.30 น. – 21.10 น. |
| ราคา | วันธรรมดา ผู้ใหญ่ 1,100 เยน เด็ก 700 เยน วันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ผู้ใหญ่ 1,380 เด็ก 800 เยน |
| Website | Mitsuri No Yu |
“ออนเซ็นติดสถานีทำให้ชิจิบุเป็นเดย์ทริปที่มีตอนจบค่อนข้างสมบูรณ์แบบ เดินเที่ยวมาทั้งวันแล้วได้แช่น้ำอุ่นก่อนขึ้นรถไฟกลับ เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ทริปนี้ไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าเดย์ทริปที่ต้องเดินเที่ยวจนถึงนาทีสุดท้าย”

Chichibu Muse Park เป็นพื้นที่สวนสาธารณะขนาดใหญ่บนเนินเขา มีสิ่งอำนวยความสะดวกแทบจะครบวงจร มีทั้งสวนกุหลาบ ทุ่งหญ้ากว้าง หอคอยชมวิว และเส้นทางเดินป่าเบา ๆ ท่ามกลางธรรมชาติ เหมาะกับครอบครัวที่มีเด็กเล็กเพราะมีพื้นที่ให้วิ่งเล่นกว้างขวาง หรือคู่รักที่อยากเดินเล่นชมวิวแบบเงียบสงบ ไปจนถึงสายถ่ายรูปที่ชอบมุมกว้างของภูเขาและทุ่งหญ้า
ไฮไลท์ของที่นี่คือต้นแปะก๊วย ที่มีมากมาย โดยเฉพาะเวลาที่ใบไม้เปลี่ยนสีจะสวยที่สุด
Chichibu Muse Park
| ที่อยู่ | 2518 Nagaru, Ogano, Chichibu District, Saitama 368-0102 |
| วิธีเดินทาง | นั่ง Taxi 10 นาทีจากสถานี Chichibu หรือนั่ง Loop Bus จากสถานี Chichibu มาลงป้าย Muse Park Minami Guchi |
| เวลาทำการ | เปิด 24 ชั่วโมง |
| ราคา | ฟรี |
| Website | Chichibu Muse Park |

ที่นี่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่เป็นสายกิจกรรมที่รักการผจญภัยเป็นอย่างมาก เพราะว่าForest Adventure Chichibu นั้น คือกิจกรรมผจญภัยกลางแจ้งบนต้นไม้ มีทั้งไต่เชือก เดินสะพานแขวน และซิปไลน์ร่อนผ่านป่า เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกิจกรรมแบบตื่นเต้น เป็นการเปลี่ยนอารมณ์จากการเดินชมวัดวาอารามแล้วมาผจญภัยแทน ใช้เวลาราว 2-3 ชั่วโมงต่อรอบขึ้นอยู่กับคอร์สที่เลือก
ควรจองรอบล่วงหน้าและเช็กเงื่อนไขเรื่องน้ำหนักตัว รองเท้า และเสื้อผ้าที่เหมาะกับกิจกรรมก่อนไป
Forest Adventure Chichibu
| ที่อยู่ | 637-2 Kuna, Chichibu, Saitama 368-0053 |
| วิธีเดินทาง | จากสถานี Seibu-Chichibu นั่งรถบัสมาลงป้าย スポーツの森 |
| เวลาทำการ | เปิดตั้งแต่ 09.00 น. – 15.30 น. |
| ราคา | ขึ้นอยู่กับแพ๊คเกจ 60 นาที 3,000 เยน 90 นาที 4,000 เยน (แนะนำ) และ 120 นาที 5,000 เยน |
| Website | Forest Adventure Chichibu |

เส้นทางแสวงบุญพระโพธิสัตว์กวนอิม 34 องค์แห่งชิจิบุ (秩父三十四箇所観音霊場) เป็นหนึ่งในเส้นทางแสวงบุญที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น มีวัดทั้งหมด 34 แห่งกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ชิจิบุ ผู้แสวงบุญดั้งเดิมจะเดินเท้าไล่เก็บครบทุกวัด ซึ่งใช้เวลาหลายวัน
สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปนั้น การที่จะแสวงบุญครบ 34 วัดนั้น จะต้องใช้เวลาพอสมควรและหลายวัน ดังนั้นผมจึงแนะนำเฉพาะวัดที่มีความสำคัญ อย่างเช่นวัด Jigenji, วัด Shorinji และวัด Hashidatedo เป็นต้น

หากนักท่องเที่ยวมาชิจิบุ (Chichibu) ในช่วงฤดูหนาว นี่ก็ถือว่าเป็นไฮไลท์ของฤดูนี้เลยทีเดียว ที่นี่มีจุดชมเสาน้ำแข็งฤดูหนาวที่เรียกรวมกันว่า เสาน้ำแข็งใหญ่ 3 แห่งของชิจิบุ Mitsuchi Ice Pillars
ซึ่งเป็นปรากฎการทางธรรมชาติ เกิดจากหนาวที่ไหลซึมผ่านซอกหิว มาเจอกับอากาศหนาวเหน็บ ทำให้เกิดเป็นเสาน้ำแข็งที่มีความสวยงาม
| เสาน้ำแข็ง | ลักษณะ | การเดินทาง | ค่าเข้าชม |
| มิสึทสึจิ (三十槌の氷柱) | เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ บรรยากาศดิบดั้งเดิม | นั่งรถบัสจาก Seibu-Chichibu หรือมิสึมิเนะกุจิ แล้วเดินต่ออีกราว 15 นาที ใช้เวลารวมเกือบ 1 ชั่วโมงครึ่ง | 300 เยน |
| อาชิงาคุโบะ (あしがくぼの氷柱 | มนุษย์สร้างขึ้น ขนาดใหญ่ มีไฟส่องสว่างยามค่ำ | เดินจากสถานี Ashigakubo เพียง 10 นาที เดินทางสะดวกที่สุดในสามแห่ง | ตามประกาศในแต่ละปี |
| โอโนอุจิ (尾ノ内氷柱) | มนุษย์สร้างขึ้น อยู่ในหุบเขาลึก บรรยากาศเงียบสงบ | ต้องนั่งรถหรือแท็กซี่ต่อจากสถานี ไม่มีรถประจำทางตรง | ตามประกาศในแต่ละปี |
ถ้ามีเวลาจำกัดและไม่มีรถ แนะนำอาชิงาคุโบะเป็นตัวเลือกแรกเพราะเดินทางง่ายที่สุด แต่ถ้าอยากเห็นความสวยงามแบบธรรมชาติแท้ ๆ มิสึทสึจิคือของแท้ที่ควรค่ากับเวลาเดินทางที่นานกว่า
เพราะอยู่ในพื้นที่ภูเขาลึกและเดินทางลำบากกว่าจุดอื่น ๆ ในทริป ควรพิจารณาว่ามีรถหรือมีเวลาเผื่อเดินทางมากพอหรือไม่ก่อนใส่เข้าไปในแพลน ถนนช่วงฤดูหนาวอาจมีน้ำแข็งเกาะควรระมัดระวังเป็นพิเศษถ้าขับรถเอง เหมาะกับคนที่อยากเห็นมุมที่ไม่ค่อยมีคนไปมากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป

แพลนนี้เน้นความสบาย ไม่ต้องรีบมากเพราะทุกจุดอยู่ในระยะเดินถึงกันได้เกือบหมด
แพลนนี้ต้องตัดจุดอื่นออกเพื่อไม่ให้ตารางแน่นเกินไป เช่น ไม่รวมสวนฮิสึจิยามะหรือ Muse Park เพราะเวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับนากาโทโระที่อยู่ไกลกว่า
Must-see (ต้องเก็บให้ได้): ศาลเจ้าชิจิบุและย่านตัวเมือง เพราะอยู่ใกล้กันที่สุดและใช้เวลาน้อยที่สุด
Optional (ตัดออกก่อนถ้าเวลาไม่พอ): สวนฮิสึจิยามะนอกช่วงเทศกาลดอกไม้ (เพราะไม่มีดอกให้ชมก็ไม่ต่างจากสวนทั่วไปมากนัก) และ Chichibu Muse Park (เพราะอยู่ไกลและต้องมีรถ)
Decision Rule: ถ้ารถไฟล่าช้าเกิน 30 นาที หรือฝนตกหนักจนกิจกรรมกลางแจ้งอย่างล่องแม่น้ำทำไม่ได้ ให้ตัดสินใจเปลี่ยนแผนทันทีไปเน้นจุดในร่มอย่างศาลเจ้าและออนเซ็นแทน ดีกว่าฝืนไปตามแผนเดิมจนเสียเวลาทั้งวัน
Day 1: เมืองชิจิบุ + ศาลเจ้า + อาหาร + ออนเซ็น
เช้าออกจาก Ikebukuro ถึงชิจิบุประมาณ 9 โมง เริ่มจากศาลเจ้าชิจิบุ เดินเล่นย่านร้านค้าเก่าแก่ ทานอาหารกลางวันแบบไม่รีบ บ่ายแวะ Chichibu Muse Park หรือเดินเล่นสำรวจเมืองต่อ เย็นเข้าที่พักแล้วแช่ออนเซ็นผ่อนคลายก่อนนอน ไม่ต้องย้อนกลับไปกลับมาเพราะทุกจุดอยู่ในระยะใกล้กัน
Day 2: Mitsumine / Nagatoro เลือกตามสไตล์เที่ยว
สำหรับวันที่ 2 นั้น นักท่องเที่ยวสามารถเลือกได้ว่าจะเที่ยวสไตล์ไหน ซึ่งผมได้ทำตัวเลือกมาให้ 2 ตัวเลือก คือ
ถ้าชอบศาลเจ้าและบรรยากาศภูเขาศักดิ์สิทธิ์: เช้าวันที่สองนั่งรถบัสขึ้นไปศาลเจ้ามิสึมิเนะแต่เช้า ใช้เวลาทั้งวันสำหรับที่นี่เพราะเดินทางไกล ควรเช็กเวลารถบัสเที่ยวสุดท้ายกลับให้ดี หรือ
ถ้าชอบธรรมชาติและกิจกรรมกลางแจ้ง: เช้าวันที่สองต่อรถไฟไปนากาโทโระ เดินเล่นอิวาดาตามิและล่องแม่น้ำ มีเวลาเหลือมากกว่าแบบ Day Trip เพราะไม่ต้องรีบกลับโตเกียวในวันเดียว
ทั้งสองตัวเลือกไม่จำเป็นต้องทำทั้งคู่ในทริปเดียว เลือกตามความสนใจแล้วเก็บอีกตัวเลือกไว้สำหรับทริปหน้าจะดีกว่า
| รายการ | งบประมาณโดยประมาณ |
| ค่ารถไฟไป-กลับ (Laview) | ~5,500 เยน – 6,500 |
| ที่พัก 1 คืน | ~15,000-25,000 เยน แล้วแต่ระดับ |
| อาหาร 2 วัน | ~6,000-10,000 เยน |
| ค่าเข้าชม/กิจกรรม | ~3,000-5,000 เยน |
| ค่าออนเซ็น | ~1,100-1,380 เยน |
| ค่ารถบัส/รถไฟท้องถิ่นในพื้นที่ | ~1,500-4,000 เยน |
รวมแล้วงบต่อคนสำหรับทริป 2 วัน 1 คืนแบบไม่หรูมาก อยู่ที่ราว 22,000-40,000 เยน ขึ้นอยู่กับระดับที่พักที่เลือก

ฤดูใบไม้ผลิ: พิงค์มอส และช่วงคนเยอะ
เดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคมคือช่วงที่เป็นไฮซีซั่นของชิจิบุ (Chichibu) เพราะว่าเป็นช่วงดอกพิงค์มอสที่สวนฮิสึจิยามะบานสะพรั่ง อากาศเย็นสบายที่อุณภูมิประมาณ 8-17°C เหมาะกับการเดินเที่ยวทั้งวัน แต่ก็เป็นช่วงที่คนแน่นที่สุดเช่นกัน โดยเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ในช่วงดอกบานเต็มที่ ถนนรอบสวนมีการควบคุมจราจร แนะนำให้ไปวันธรรมดาถ้าเลือกได้ หรือถ้าต้องไปวันหยุด ควรไปให้ถึงตั้งแต่เช้าตรู่ก่อน 9 โมง
ฤดูร้อน: ธรรมชาติและกิจกรรมกลางแจ้ง
เดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม จะมีอุณหภูมิประมาณ 21 – 28°C ซึ่งฤดูร้อนนั้นเหมาะกับการล่องเรือที่นากาโทโระ (Nagatoro)
ฤดูใบไม้ร่วง: ใบไม้เปลี่ยนสีและเทศกาล
กลางเดือนพฤศจิกายนคือช่วงใบไม้เปลี่ยนสีสวยที่สุดในชิจิบุ (Chichibu) ไฮไลท์ของที่นี่คือการไปชมต้นแปะก๊วยที่ใบเปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม ที่ Chichibu Muse Park
ฤดูหนาว: Ice Pillars และบรรยากาศออนเซ็น
ธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ อากาศที่นีจะหนาวมาก ไฮไลท์ของการเที่ยวฤดูหนาวคือ การไปชมเสาน้ำแข็ง และการแช่ออนเซ็น

เทศกาลชิบะซากุระปี 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 เมษายนถึง 6 พฤษภาคม ที่สวนฮิสึจิยามะ ช่วงที่ดอกบานเต็มที่ที่สุดมักอยู่กลางเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่คนแน่นที่สุดเช่นกัน โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์และช่วงวันหยุดยาว Golden Week ปลายเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคมที่คนญี่ปุ่นเองก็ออกเที่ยวกันเยอะ
ช่วงเทศกาลมีมาตรการควบคุมการจราจรรอบสวนอย่างเข้มงวด ที่จอดรถในตัวเมืองมีจำกัดและเต็มเร็ว ทางที่ดีที่สุดคือเดินทางด้วยรถไฟ Seibu มาลงที่สถานี Seibu-Chichibu หรือ Yokoze แล้วเดินเข้าสวนแทนการขับรถเอง และควรไปให้ถึงก่อน 9 โมงเช้าเพื่อเลี่ยงช่วงคนแน่นที่สุดของวัน
เทศกาลชิจิบุโยมัตสึริ (秩父夜祭) เป็นหนึ่งในสามเทศกาลรถแห่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก จัดขึ้นทุกปีในวันที่ 2-3 ธันวาคม (คืนก่อนงานหลักและคืนงานหลัก) มีขบวนรถแห่ไม้แกะสลักประดับโคมไฟและการแสดงพลุดอกไม้ไฟตอนค่ำ
เพราะมีคนมาชมงานจำนวนมหาศาลในพื้นที่ตัวเมืองที่ไม่ใหญ่มาก คืนงานหลักจะมีการปิดถนนขนาดใหญ่ในย่านใจกลางเมือง การเดินเท้าก็ถูกจำกัดเส้นทางในบางช่วงเวลา
ดั้งนั้นแล้วหากนักท่องเที่ยวมาช่วงนี้ แนะนำให้ใช้รถไฟแทนรถยนต์ เพราะรถไฟทุกสายจะเดินรถพิเศษถึงประมาณเที่ยงคืนเพื่อรองรับคนกลับ
แต่หากนักท่องเที่ยวต้องมาเที่ยวแบบหาความสงบ แนะนำให้หลีกเลี่ยงช่วงวันที่ 2-3 ธันวาคม
นอกจากสองเทศกาลใหญ่ข้างต้น ช่วงวันหยุดยาวทั่วไปอย่าง Golden Week และช่วงใบไม้เปลี่ยนสีกลางเดือนพฤศจิกายนก็เป็นช่วงที่คนเยอะกว่าปกติ วิธีรับมือคือเลือกออกเดินทางจากโตเกียวด้วยรถไฟเที่ยวแรก ๆ ของวัน จัดลำดับให้ไปจุดที่คนแน่นที่สุด (เช่นศาลเจ้าหลักหรือสวนดอกไม้) เป็นจุดแรกของวันก่อนคนอื่นมาถึง แล้วค่อยไปจุดที่คนน้อยกว่าในช่วงบ่าย เป็นการหลบช่วงเวลาที่หนาแน่นที่สุดโดยไม่ต้องเปลี่ยนแผนทั้งหมด

| วิธีเดินทาง | ราคาไป-กลับต่อคน |
| รถไฟด่วนพิเศษ Laview | ราว 4,000 เยน |
| รถไฟธรรมดา (เปลี่ยนขบวนที่ Hanno) | ราว 1,600 เยน |
| SEIBU 1-Day Pass + Nagatoro | 2,.000 เยน (รวมรถไฟท้องถิ่นไปนากาโทโระด้วย ไม่รวมรถด่วนพิเศษ) |
| รายการ | ราคาโดยประมาณ |
| ค่าเข้าสวนฮิสึจิยามะช่วงเทศกาลชิบะซากุระ | 500 เยน |
| ค่าล่องแม่น้ำนากาโทโระ (คอร์สสั้น) | 2,000 – 2,200 เยน |
| ค่าตั๋วที่นั่ง SL Paleo Express | 1,000-1,100 เยน (บวกค่าโดยสารรถไฟปกติของเส้นทาง) |
| ค่าเข้า Matsuri no Yu | 1,100 เยนวันธรรมดา / 1,380 เยนวันหยุด |
| ค่ากิจกรรม Forest Adventure | ราวหลักพันเยนต่อรอบ ขึ้นอยู่กับคอร์ส |
ยังไม่รวมค่ารถบัสไปมิสึมิเนะ (ราว 950-1,100 เยนต่อเที่ยว) ค่าเข้าวัด/ศาลเจ้าอื่น ๆ และค่าของฝาก ซึ่งควรเผื่องบเพิ่มไว้อีกส่วนหนึ่ง
| ระดับงบ | รวมทุกอย่างต่อวัน (รวมรถไฟไป-กลับ) |
| ประหยัด | ~6,000-8,000 เยน |
| กลาง | ~9,000-13,000 เยน |
| สบาย | ~16,000 เยนขึ้นไป |

ถ้าค้นหา ร้านอาหารชิจิบุ วาราจิคัตสึด้ง จะเจอร้านดั้งเดิมกระจายอยู่ในย่านตัวเมืองใกล้สถานีหลายร้าน แต่ละร้านมีสูตรซอสและความหนาของหมูทอดต่างกันเล็กน้อย ลองเทียบชิมได้ถ้ามีเวลาแวะมากกว่าหนึ่งมื้อ
วาราจิคัตสึด้ง (わらじカツ丼) คือเมนูที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองชิจิบุ (Chichibu) เมนูหมูทอดชิ้นใหญ่จนดูคล้ายรองเท้าฟาง (วาราจิ) วางทับข้าวราดซอสสไตล์ท้องถิ่น ต่างจากคัตสึด้งทั่วไปที่ราดไข่ เพราะที่นี่ราดซอสรสหวานเค็มแทน
หมูมิโซะด้ง (豚みそ丼) เนื้อหมูหมักมิโซะแล้วย่างบนเตาถ่านจนหอม เสริฟพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ เหมาะเป็นมื้อกลางวันในวันที่อากาศหนาว เพราะเมนูนี้มีที่มาจากการถนอมอาหารในช่วงฤดูหนาวนั่นเอง
มิโซะโปเตโต้ (みそポテト) ของกินเล่นขึ้นชื่อ มันฝรั่งทอดราดซอสมิโซะหวานเค็ม ที่นำมันฝรั่งต้มไปชุบแป้งทอด หากินได้ตามร้านข้างทางในย่านตัวเมือง เหมาะกินเล่นระหว่างเดินเที่ยว
โซบะชิจิบุ พื้นที่ภูเขาแบบชิจิบุเหมาะกับการปลูกบัควีท จึงมีร้านโซบะทำสดขึ้นชื่ออยู่หลายร้าน เนื้อเส้นเหนียวนุ่มกว่าโซบะสำเร็จรูปทั่วไปอย่างชัดเจน
ย่านรอบสถานี Seibu-Chichibu และ Ohanabatake มีร้านอาหารกระจุกตัวหนาแน่นที่สุด ทั้งร้านวาราจิคัตสึด้งดั้งเดิม ร้านโซบะ และร้านของหวานสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ ควรเผื่อร้านสำรองไว้เสมอ เพราะร้านดังบางร้านมักมีคิวยาวช่วงเที่ยงวันหยุดสุดสัปดาห์หรือช่วงเทศกาล
ซึ่งหากคิดอะไรไม่ออก แนะนำให้ไปทานอาหารที่ Matsuri No Yu
ส่วนโซนนากาโทโระจะมีร้านอาหารและร้านขายของกินเล่นกระจุกตัวอยู่แถวสถานีนากาโทโระและริมทางเดินไปอิวาดาตามิ เหมาะกับการแวะทานหลังเดินเล่นหรือล่องแม่น้ำเสร็จ
“ถ้าอยากได้รสชาติที่รู้สึกว่า “มาถึงชิจิบุแล้วจริง ๆ” ลองเลือกอาหารท้องถิ่นแทนร้านเชนหรือเมนูที่หากินได้ทั่วไป เพราะอาหารของเมืองนี้เป็นอีกวิธีที่ช่วยทำความรู้จักชิจิบุผ่านวัฒนธรรมการกินได้ดี”

สำหรับคนที่ค้นหา ที่พักชิจิบุ ออนเซ็น ไม่จำเป็นต้องรอไปถึงคืนสุดท้ายเสมอไป เพราะที่พักหลายแห่งทั้งในย่านสถานีและย่านธรรมชาติมีบ่อออนเซ็นในตัวให้แช่ได้ตั้งแต่คืนแรกของทริป
เหมาะกับคนที่อยากมีร้านอาหารและบรรยากาศเมืองใกล้มือช่วงเย็น เพราะอยู่ใกล้ย่านร้านค้าเก่าแก่และศาลเจ้าชิจิบุ เดินเที่ยวตอนกลางคืนได้สบาย โดยเฉพาะช่วงมีเทศกาลที่อยากอยู่ใกล้บรรยากาศงาน โดยเฉพาะการพักใกล้สถานีรถไฟ Seibu-Chichibu จะสะดวกมากๆ เพราะสามารถเดินทางไปสถานีได้โดยงาน และจะมีความคล่องตัว และอยู่ใกล้กับแหล่งแำนวยความสะดวกอย่าง Matsuri No Yu
ข้อดีของการพักใกล้ธรรมชาติคือ นักท่องเที่ยวจะได้ซึบซัมบรรยากาศแบบเต็มเปี่ยม และเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่เร่งรีบ
“ถ้าเลือกพักค้างคืน อย่ามองที่พักแค่เรื่องราคาและระยะจากสถานี ลองดูบรรยากาศรอบ ๆ ด้วย เพราะเสน่ห์ของชิจิบุหลังพระอาทิตย์ตกคือความเงียบและความเป็นเมืองเล็ก ซึ่งต่างจากการกลับไปนอนในโตเกียวอย่างชัดเจน”
SL Paleo Express เป็นกิจกรรมที่มีระบบจองและที่นั่งจำกัดชัดเจนที่สุดในทริปนี้ เปิดจองล่วงหน้าได้ตั้งแต่ 1 เดือนก่อนวันเดินทาง และวิ่งเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์-วันหยุดนักขัตฤกษ์เป็นหลักตลอดปี 2026 (20 มีนาคม-6 ธันวาคม) โดยจะต้องจองผ่านระบบออนไลน์
เพราะฉะนั้น หากนักท่องเที่ยวมีแพลนจะนั่งรถไฟขบวนนี้ ต้องอย่าลืมจองโดยเด็ดขาด
ช่วงที่มีการควบคุมการจราจรพิเศษในชิจิบุคือช่วงเทศกาลชิบะซากุระ (ต้นเมษายนถึงต้นพฤษภาคม) รอบสวนฮิสึจิยามะ และช่วงเทศกาลชิจิบุโยมัตสึริ (2-3 ธันวาคม) ในตัวเมือง ทั้งสองช่วงนี้แนะนำให้ใช้รถไฟแทนรถยนต์อย่างเด็ดขาด เพราะที่จอดรถมีจำกัดและถนนบางช่วงปิดสนิท

เมืองชิจิบุ (Chichibu) นั้น เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีครบเครื่องสำหรับสถานที่ท่องเที่ยว ไม่ว่าจะสายธรรมชาติ สายออนเซ็น สายศิลปะวัฒนธรรม เมืองนี้มีครบหมด และแสดงให้เป็นว่าเมืองชิจิบุ (Chichibu) นั้น ไม่ได้เป็นเพียงเมืองทางผ่าน แต่เป็นเมืองที่เป็นจุดหมายปลายทาง สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเที่ยวเมืองที่ไม่ไกลจะโตเกียว ที่สามารถเที่ยวแบบ เช้าไปเย็นกลับได้ หรือจะค้างซักคืนก็ได้ ดังนั้นแล้ว เมืองชิจิบุ (Chichibu) เป็นอีกนึงเมืองที่ต้องไปให้ได้ซักครั้งในชีวิต

Blogger : Kitslaughter666
กูรูผู้เชี่ยวชาญการเดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่น โดยเฉพาะในภูมิภาค ชูโกกุ (Chugoku) มีความหลงใหลในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง กิดมักจะพาผู้อ่านไปสัมผัสญี่ปุ่นในมุมที่แตกต่างผ่านสถานที่ Unseen ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ตั้งแต่ความสงบของปราสาทโบราณ ไปจนถึงความตื่นตาตื่นใจในสวนสัตว์ อควาเรียม และสวนงู

นอนเต็นท์ดูฟูจิ ! พาไปรู้จัก LScamp Yamanakako พิกัดแคมป์วิวสวยในญี่ปุ่น สะดวกสบาย ใช้ Wi-fi ได้ทั้งวัน
อีกหนึ่งพิกัดแคมป์ปิ้งญี่ปุ่นที่อยากแนะนำ LScamp Yamanakako แคมป์ฟีลสงบใกล้ทะเ...

คลายสงสัย เที่ยว Tokyo pass ไหนดี วางแผนเดินทางได้ในงบจำกัด
ถ้าเที่ยวโตเกียวคราวนี้ไม่รู้จะซื้อพาสแบบไหน ไปกี่วันต้องใช้พาสยังไง มีคำถามใน...

รีวิว ALPEN RUN MEIJI PARK แลนด์มาร์กใหม่ของคนรักการวิ่งในโตเกียวร้านรองเท้าวิ่งครบวงจร พร้อมฟิตติ้ง ทดลองวิ่ง และคูปองส่วนลด
ALPEN RUN MEIJI PARK คือพิกัดใหม่ที่คนชอบวิ่งไม่ควรพลาด! ร้านสายวิ่งครบวงจรที่...

อากาซากะ (Akasaka) โตเกียว ย่านธุรกิจสุดหรู วิธีเดินทาง ที่เที่ยว ร้านอาหาร 2026
พาเที่ยวอากาซากะ (Akasaka) ย่านธุรกิจใจกลางโตเกียวที่ผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมกั...

คู่มือเที่ยว Mitsui Outlet Park Kisarazu แบบเต็มวัน ช้อปก็ได้ กินก็ดี แถมเที่ยวรอบ ๆ ได้ครบจบในวันเดียว ไปง่ายจากโตเกียว
Mitsui Outlet Park Kisarazu คือความครบครันที่มากกว่าแค่การช้อป ทั้งตัวเอาท์เล็...
Police
110
Ambulance
119
AMDA International Medical Information Center
03-6233-9266
สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว
090-4435-7812
สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซาก้า
090-1895-0987
สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟุกุโอกะ
090-2585-3027 หรือ 090-9572-1515