วันนี้เราขอทุกคนไปเที่ยว The Railway Museum Omiya Saitama พิพิธภัณฑ์รถไฟไซตามะ อันยิ่งใหญ่อลังการ ที่บอกเล่าวิวัฒนาการของรถไฟญี่ปุ่นในรูปแบบสุดสนุกไม่จำเจ ชมพิพิธภัณฑ์เพลอดเพลินกับหลากกิจกรรม และของที่ระลึกที่น่าสะสม เที่ยวสนุกและได้ความรู้ อีกหนึ่งที่เที่ยวที่สนุกได้ทั้งครอบครัว พร้อมรายละเอียดการเดินทาง ราคาค่าเข้าชม ใครกำลังมองหาที่เที่ยวน่าสนใจใกล้โตเกียว ไม่ควรพลาด
The Railway Museum คืออะไร ? และภาพรวมพิพิธภัณฑ์
The Railway Museum (鉄道博物館 Tetsudō Hakubutsukan) หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกสั้น ๆ ว่า “Tepaku” คือพิพิธภัณฑ์รถไฟขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมือง Omiya จังหวัด Saitama ห่างจากโตเกียวเพียง 30 นาทีโดยรถไฟ เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2007 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของการก่อตั้ง JR East (East Japan Railway Company) พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ไม่ใช่แค่สถานที่จัดแสดงรถไฟเก่า ๆ ธรรมดา แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้แบบ interactive ที่เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับรถไฟในญี่ปุ่นตลอดเกือบ 150 ปี ผ่านประสบการณ์ตรงที่สัมผัสได้จริง ตั้งแต่การชมหัวรถจักรไอน้ำยุคแรก ๆ ไปจนถึงการลองขับรถไฟความเร็วสูง Shinkansen ในเครื่องจำลองที่เหมือนจริง
ปี 2018 พิพิธภัณฑ์เปิด South Building ใหม่และปรับปรุงอาคารหลักทั้งหมด กลายเป็นพื้นที่จัดแสดงที่ทันสมัยยิ่งขึ้น แบ่งออกเป็น 5 “สถานี” (Station) ตามธีมต่าง ๆ ได้แก่ Rolling Stock Station (โซนรถไฟจริง), History Station (โซนประวัติศาสตร์), Science Station (โซนวิทยาศาสตร์), Job Station (โซนอาชีพ) และ Future Station (โซนอนาคต) แต่ละสถานีออกแบบมาให้ผู้เข้าชมได้ทั้งดู เรียนรู้ และลงมือทำกิจกรรมด้วยตัวเอง
สิ่งที่ทำให้ The Railway Museum แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์อื่น ๆ คือแนวคิด “มุมมองหลากหลาย” ไม่ได้เน้นแค่ตัวรถไฟเป็นเครื่องจักร แต่ยังเล่าเรื่องคนที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นคนขับรถไฟ พนักงานประจำสถานี วิศวกรออกแบบ หรือแม้แต่ผู้โดยสารที่ใช้รถไฟเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ทำให้คนที่ไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้รถไฟก็สนุกและได้ความรู้เหมือนกันจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือ Turntable Show ที่จัดแสดงทุกวันเวลา 15:00 น. ชมหัวรถจักรหมุนตัวบนแท่นหมุนขนาดใหญ่แบบเดียวกับที่ใช้จริงในโรงรถไฟสมัยก่อน เป็นช่วงเวลาที่ดึงดูดผู้ชมทั้งเด็กและผู้ใหญ่มาถ่ายภาพและชมการทำงานของเครื่องจักรกลที่น่าตื่นตา
จุดเด่นที่ทำให้ต้องมาเยือน The Railway Museum
ขนาดและความครบถ้วนของคอลเลกชัน – The Railway Museum มีรถไฟจริงจัดแสดงกว่า 36 คัน ในอาคารหลัก รวมถึงอีกหลายคันที่กระจายอยู่ทั่วพิพิธภัณฑ์ ครอบคลุมตั้งแต่หัวรถจักรหมายเลข 1 ที่วิ่งเป็นครั้งแรกในญี่ปุ่นปี 1872 (สมัยเมจิ) ไปจนถึง Shinkansen รุ่นล่าสุดที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย บางคันสามารถเดินขึ้นไปชมภายในได้ บางคันมีการตัดให้เห็นโครงสร้างด้านล่างอย่างละเอียด
ประสบการณ์ลงมือทำจริง (Hands-on Experience) – ไม่ใช่แค่ดูอย่างเดียว แต่ยังสามารถ : – ขับรถไฟจำลอง (Train Simulator) : ทดลองขับหัวรถจักรไอน้ำ D51, Shinkansen E5, หรือรถไฟสายต่าง ๆ ในห้องจำลองที่เหมือนจริง – ขับรถไฟจิ๋ว (Mini Driving Train) : ขับรถไฟจิ๋วจริง ๆ วิ่งบนราง สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ – ทดลองเปิด-ปิดประตูรถไฟ : ลองเป็นพนักงานรถไฟที่ต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยของผู้โดยสาร – ชม Diorama ขนาดยักษ์ : ดูจำลองเมืองและเส้นทางรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น รถไฟจิ๋วนับสิบขบวนวิ่งไปมาตามเส้นทางจริง
เหมาะกับทุกวัย ไม่ใช่แค่เด็กหรือแฟนรถไฟ – แม้ว่าหลายคนจะคิดว่าพิพิธภัณฑ์รถไฟเหมาะกับเด็กหรือคนรักรถไฟเท่านั้น แต่ The Railway Museum ออกแบบมาให้ผู้ชมทุกกลุ่มสนุกได้: – ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก : มีโซนเล่นสำหรับเด็ก, รถไฟจิ๋วที่ขับได้จริง, ห้องพยาบาล, ห้องให้นม – วัยรุ่นและผู้ใหญ่ : simulator ที่ท้าทาย, ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นผ่านมุมมองรถไฟ, เทคโนโลยีที่น่าสนใจ – ผู้สูงอายุ : โหนสตัลเจียกับรถไฟที่เคยขึ้น, ร้านอาหารในสไตล์รถไฟโบราณ, บรรยากาศสบาย ๆ
เดินทางสะดวกจากโตเกียว – อยู่ห่างจากโตเกียวเพียง 30-40 นาทีโดยรถไฟ ลงจากสถานี Omiya แล้วต่อ New Shuttle อีก 3 นาทีก็ถึง ไม่ต้องวางแผนซับซ้อน เหมาะกับการไป day trip แบบไป-กลับในวันเดียว
ราคาสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับเนื้อหา – ค่าเข้าชมเพียง 1,500-1,600 เยน (ประมาณ 350-400 บาท) แต่ใช้เวลาชมได้ทั้งวัน มีกิจกรรมมากมายที่ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม คุ้มค่ากว่าสวนสนุกหลายแห่งที่เสียค่าเข้าหลายพันเยนแต่เดินเสร็จใน 2-3 ชั่วโมง
ไฮไลท์โซนจัดแสดง
โ ซนรถไฟจริง (Rolling Stock Station)
Rolling Stock Station คือหัวใจหลักของพิพิธภัณฑ์ เป็นพื้นที่จัดแสดงที่ใหญ่ที่สุด มีรถไฟจริง 36 คัน จัดเรียงอย่างงดงาม ครอบคลุมประวัติศาสตร์รถไฟญี่ปุ่นตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน แต่ละคันมีเรื่องราวและความสำคัญของตัวเอง
ไฮไลท์ที่ห้ามพลาด:
1. หัวรถจักรหมายเลข 1 (Locomotive No. 1)
หัวรถจักรไอน้ำที่วิ่งเป็นคันแรกเมื่อญี่ปุ่นเปิดเส้นทางรถไฟครั้งแรกในปี 1872 (เมจิที่ 5)
นำเข้าจากอังกฤษ ใช้วิ่งระหว่าง Shinbashi (ชินบาชิ) – Yokohama (โยโกฮามา)
สภาพสมบูรณ์มาก สามารถมองเห็นรายละเอียดของเทคโนโลยีสมัยศตวรรษที่ 19
2. Shinkansen Series 0 (ชินคันเซ็นรุ่นแรก)
รถไฟความเร็วสูงรุ่นแรกของโลกที่เริ่มให้บริการปี 1964 (พร้อมกับโอลิมปิกโตเกียว)
สัญลักษณ์ของการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีญี่ปุ่น
รูปทรงจมูกแหลมคล้ายกระสุน (bullet nose) ที่กลายเป็นไอคอน
3. รถนอน Blue Train Series 20 (Asakaze และ Hayabusa)
รถนอนหรูหราที่เคยวิ่งในเส้นทางระยะไกล เช่น Tokyo-Kyushu
ภายในตกแต่งหรูหราสไตล์ย้อนยุค มีที่นอนส่วนตัว ห้องอาหาร
เดินขึ้นไปชมภายในได้ ได้สัมผัสบรรยากาศเดินทางแบบหรูหราสมัยก่อน
4. หัวรถจักร C57 (SL ระดับตำนาน)
หัวรถจักรไอน้ำที่สวยงามและทรงพลังที่สุดในญี่ปุ่น
เรียกว่า “Lady of Steam Locomotives” เพราะสายโค้งสวยงาม
จัดแสดงในโรงรถกลม (Roundhouse) ร่วมกับ Turntable
5. รถไฟโบราณยุคเมจิ
รถโดยสารไม้สมัยแรก ๆ ที่ญี่ปุ่นนำมาใช้
ภายในตกแต่งด้วยไม้ มีโคมไฟแก๊ส เก้าอี้หุ้มผ้ากำมะหยี่
เหมือนก้าวย้อนเวลากลับไปศตวรรษที่ 19
วิธีชม:
เดินตามเส้นทางที่จัดไว้ จะได้ชมรถไฟเรียงตามลำดับเวลา
แต่ละคันมีป้ายอธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษ
สามารถเดินขึ้นไปข้างในรถไฟบางคันได้ (มีป้ายระบุ)
มองด้านล่างรถไฟบางคันเพื่อเห็นระบบช่วงล่างและล้อ
ใช้เวลาอย่างน้อย 1-1.5 ชั่วโมงในโซนนี้
Turntable Show เวลา 15:00 น.
ทุกวันเวลา 15:00 น. จะมีการสาธิตการหมุนหัวรถจักรบนแท่นหมุน (Turntable) ในโรงรถกลม เป็นกิจกรรมที่ทุกคนรอคอย แท่นหมุนขนาดใหญ่จะหมุนตัวหัวรถจักรไอน้ำหนักหลายสิบตัน พร้อมเสียงประกอบและแสงไฟ ให้ความรู้สึกเหมือนได้ดูการทำงานจริงในโรงรถไฟสมัยก่อน
เคล็ดลับ: มาถึงก่อนเวลา 14:45 น. เพื่อหาจุดยืนชมที่ดี เพราะจะมีคนมารอเยอะมาก
โซนประวัติศาสตร์ (History Station)
History Station นำเสนอประวัติศาสตร์รถไฟญี่ปุ่นเกือบ 150 ปี ผ่านรูปถ่าย เอกสาร วัตถุจริง และจอแสดงผลแบบ interactive อธิบายว่ารถไฟเปลี่ยนแปลงสังคมญี่ปุ่นอย่างไร ในแต่ละยุคสมัย
ไฮไลท์:
ห้องจัดแสดงตั๋วรถไฟโบราณ: ตั๋วกระดาษสมัยเมจิ, แสตมป์สถานี, เครื่องตัดตั๋วโบราณ
เครื่องแบบพนักงานรถไฟ: ชุดคอนดักเตอร์ต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยก่อนจนปัจจุบัน
โปสเตอร์โฆษณา: โปสเตอร์ท่องเที่ยวสวยงามสมัย 1920-1960
แผนที่เส้นทาง: ดูวิวัฒนาการของเครือข่ายรถไฟที่ขยายไปทั่วญี่ปุ่น
โซนนี้เหมาะกับคนที่สนใจประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนารถไฟกับการพัฒนาประเทศ ตั้งแต่ยุคเปิดประเทศสมัยเมจิ ผ่านสงครามโลก จนถึงยุคฟื้นฟูหลังสงครามและโอลิมปิก 1964
โซนวิทยาศาสตร์ (Science Station)
Science Station อธิบายหลักการทำงานของรถไฟในมุมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผ่านโมเดล การทดลอง และอุปกรณ์แบบ interactive ที่ผู้เข้าชมสามารถลงมือทำเอง
ไฮไลท์:
ระบบไฟฟ้าของรถไฟ: เรียนรู้ว่ารถไฟไฟฟ้าดึงพลังงานจากสายไฟฟ้าเหนือศีรษะ (Pantograph) อย่างไร
ระบบเบรก: ทดลองกดเบรกและดูว่ากำลังเสียดทานทำงานอย่างไร
ระบบสัญญาณ: เข้าใจว่ารถไฟนับพันขบวนวิ่งในญี่ปุ่นทุกวันโดยไม่ชนกันได้อย่างไร
ออกแบบล้อและราง: ทำไมล้อรถไฟจึงไม่หลุดราง แม้โค้งด้วยความเร็วสูง
ทดลองแรงเสียดทานล้อเหล็กบนรางเหล็ก: สัมผัสความลื่นจริง ๆ
โซนนี้เหมาะกับเด็กนักเรียนที่เรียนวิทยาศาสตร์ หรือผู้ใหญ่ที่อยากรู้ว่าเทคโนโลยีเบื้องหลังทำงานอย่างไร อธิบายด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน
โซนอาชีพ (Job Station)
Job Station แสดงให้เห็นอาชีพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรถไฟ ไม่ใช่แค่คนขับรถไฟ แต่ยังมีอีกหลายสิบอาชีพที่ทำงานร่วมกันเพื่อให้ระบบรถไฟญี่ปุ่นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อาชีพที่จัดแสดง:
คนขับรถไฟ (Train Driver): ความรับผิดชอบ การฝึกอบรม
พนักงานประจำรถ (Conductor): ดูแลผู้โดยสาร เปิด-ปิดประตู ประกาศ
พนักงานสถานี (Station Staff): ขายตั๋ว ให้ข้อมูล ดูแลความปลอดภัย
วิศวกรซ่อมบำรุง: ตรวจเช็ครถไฟทุกคืน เปลี่ยนชิ้นส่วนที่สึกหรอ
ผู้ควบคุมจราจร (Traffic Controller): จัดตารางรถไฟให้วิ่งตรงเวลา
วิศวกรออกแบบ: พัฒนารถไฟรุ่นใหม่
พนักงานทำความสะอาด (Cleaning Staff): ทำความสะอาดรถไฟใน 7 นาที!
มีจุดให้ลองสวมเครื่องแบบพนักงานรถไฟและถ่ายรูป รวมถึงเรียนรู้ว่าแต่ละอาชีพต้องมีทักษะและการฝึกอบรมอย่างไร ทำให้เห็นว่าระบบรถไฟไม่ได้ทำงานได้ด้วยตัวเครื่องจักรอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยคนจำนวนมากที่อุทิศตนทำงานอย่างมืออาชีพ
โซนอนาคต (Future Station)
Future Station นำเสนอวิสัยทัศน์ของรถไฟในอนาคต เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่กำลังพัฒนา และความท้าทายที่ต้องเผชิญ เช่น การลดการใช้พลังงาน, ความปลอดภัย, และการทำให้รถไฟเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ไฮไลท์:
Maglev (รถไฟแม่เหล็กลอยตัว): ดูโมเดลรถไฟที่ลอยตัวด้วยแม่เหล็ก ซึ่งกำลังพัฒนาเพื่อทดแทน Shinkansen ในอนาคต
ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Autonomous Train): รถไฟที่ขับเองโดยไม่ต้องมีคนขับ
พลังงานสะอาด: การใช้พลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานเบรก
ออกแบบสถานีอนาคต: สถานีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและผู้โดยสารทุกคน
โซนนี้เหมาะกับคนที่สนใจเทคโนโลยีและนวัตกรรม มองเห็นทิศทางว่ารถไฟญี่ปุ่นจะพัฒนาไปในทิศทางใดในอีก 20-30 ปีข้างหน้า
กิจกรรมห้ามพลาด
Train Simulator – ทดลองขับรถไฟจริง
Train Simulator เป็นกิจกรรมยอดนิยมที่สุดของ The Railway Museum ให้ผู้เข้าชมได้ลองขับรถไฟในห้องจำลองที่เหมือนจริงที่สุดในญี่ปุ่น ใช้อุปกรณ์เดียวกับที่พนักงานขับรถไฟจริงใช้ฝึกซ้อม
ประเภท Simulator ที่มี:
1. D51 Steam Locomotive Simulator (หัวรถจักรไอน้ำ)
ขับหัวรถจักรไอน้ำรุ่นคลาสสิก D51
ต้องควบคุมไฟ น้ำ ไอน้ำ และความเร็ว
ยากที่สุด เพราะต้องดูหลายตัวแปรพร้อมกัน
ปัจจุบันใช้ระบบจับฉลาก (Entry Reception) ผ่านแอป เนื่องจากความนิยมสูงมาก ไม่ใช่จองที่เคาน์เตอร์แบบก่อน
เวลา: ประมาณ 10-15 นาที
ค่าใช้จ่าย: ประมาณ 500-600 เยน (แยกจากค่าเข้าชม)
2. Shinkansen Simulator (รถไฟความเร็วสูง)
ขับ Shinkansen รุ่น E5 หรือ N700A
ความเร็วสูงถึง 320 กม./ชม.
มีระบบสั่นสะเทือน (Motion System) ทำให้รู้สึกเหมือนขับรถไฟจริง ๆ – เป็นไฮไลท์สำคัญ!
ต้องเบรกให้หยุดตรงจุดในสถานี (ความแม่นยำระดับเซนติเมตร!)
ต้องรีบจองผ่านแอปทันทีที่ก้าวเข้าประตูพิพิธภัณฑ์ เพราะเต็มเร็วมาก
เวลา: ประมาณ 10-15 นาที
ค่าใช้จ่าย: ประมาณ 500-600 เยน
3. Commuter Train Simulator (รถไฟในเมือง)
ขับรถไฟสาย Yamanote Line หรือ Chuo Line ในโตเกียว
ต้องจอดตรงเวลาในแต่ละสถานี
เรียนรู้การควบคุมรถไฟในสถานีแออัด
เวลา: ประมาณ 10 นาที
ค่าใช้จ่าย: ประมาณ 500 เยน
4. Conductor Simulator (พนักงานประจำรถ)
ลองเป็นพนักงานประจำรถที่ต้องเปิด-ปิดประตู
ต้องดูกล้องและตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
เรียนรู้ความรับผิดชอบของพนักงานประจำรถ
ฟรี! (ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม)
วิธีการจอง:
สำคัญมาก: ต้องใช้แอป “The Railway Museum” (หรือเรียกว่า “Teppa App”)
กิจกรรมหลักอย่าง Simulator และ Mini Driving Train เกือบทั้งหมดใช้ ระบบสุ่มสิทธิ์ (Entry Reception) ผ่านแอป หากไม่ใช้แอป โอกาสได้เล่นจะน้อยมาก หรือเกือบเป็นไปไม่ได้เลย
ขั้นตอนการใช้แอป:
ดาวน์โหลดแอป “The Railway Museum” ก่อนไปพิพิธภัณฑ์ (มีทั้ง iOS และ Android)
เมื่อถึงพิพิธภัณฑ์ เชื่อมต่อ Wi-Fi ฟรีของพิพิธภัณฑ์ทันที
เปิดแอปและเข้าสู่ระบบ
ทันทีที่เข้าประตู ต้องรีบสุ่มสิทธิ์ (Entry Reception) กิจกรรมที่ต้องการผ่านแอป
รอผลสุ่มสิทธิ์ (ปกติรู้ผลภายใน 5-10 นาที)
ถ้าได้สิทธิ์ จะได้เวลาที่ต้องไปเล่นตามที่กำหนด
จ่ายเงินที่เครื่องอัตโนมัติหรือเคาน์เตอร์ตามเวลาที่กำหนด
ทางเลือกที่ 2: Walk-in ที่เคาน์เตอร์ (ไม่แนะนำ)
บาง Simulator ยังคงรับ Walk-in ที่เคาน์เตอร์ได้
แต่โอกาสได้เล่นน้อยมาก เพราะคนที่จองผ่านแอปได้สิทธิ์ก่อน
เหมาะกับคนที่มาแบบไม่ได้วางแผน และโชคดีว่ายังเหลือที่
เคล็ดลับสำคัญ:
ดาวน์โหลดแอปก่อนไป อย่าดาวน์โหลดตอนถึงพิพิธภัณฑ์ จะเสียเวลา
มาถึงพิพิธภัณฑ์ให้เร็วที่สุด (เปิด 10:00 น.) เพื่อสุ่มสิทธิ์ Simulator ก่อน
สุ่มหลาย ๆ กิจกรรมพร้อมกัน เพิ่มโอกาสได้อย่างน้อยอย่างหนึ่ง
ถ้าไปวันเสาร์-อาทิตย์ การแข่งขันสูงมาก ต้องสุ่มสิทธิ์ภายใน 15-30 นาทีแรกที่เปิดประตู
ถ้าไม่ได้จอง Simulator ก็ยังมีกิจกรรมฟรีอีกมากมาย ไม่ต้องผิดหวัง
Mini Driving Train – ขับรถไฟจิ๋วจริง ๆ
Mini Driving Train คือกิจกรรมที่ให้ผู้เข้าชม (ทั้งเด็กและผู้ใหญ่) ขับรถไฟจิ๋วจริง ๆ วิ่งบนรางกลางแจ้งระยะทางประมาณ 300-400 เมตร รถไฟจิ๋วมีระบบเร่ง-เบรก-แตรที่ใช้งานได้จริง รู้สึกเหมือนขับรถไฟจริง ๆ แต่ในขนาดเล็ก
รายละเอียด:
ขับได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ (มีข้อกำหนดส่วนสูง)
เวลา: ประมาณ 5-7 นาที
ค่าใช้จ่าย: ประมาณ 200-300 เยน
จองผ่าน App หรือที่เคาน์เตอร์
กิจกรรมนี้เป็นที่ชื่นชอบของเด็ก ๆ มาก ได้ลองเป็นคนขับรถไฟจริง ๆ แต่ผู้ใหญ่ก็สนุกไม่แพ้กัน
Diorama ขนาดยักษ์
Diorama ขนาดใหญ่ของ The Railway Museum เป็นหนึ่งในจำลองเมืองและเส้นทางรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น แสดงภูมิทัศน์ของญี่ปุ่นตั้งแต่ภูเขาไปจนถึงชายฝั่งทะเล มีรถไฟจิ๋วนับสิบขบวนวิ่งไปมาตามเส้นทางจริง
ไฮไลท์:
รถไฟจิ๋วแบบต่าง ๆ: Shinkansen, รถไฟท้องถิ่น, รถไฟสินค้า
เมืองจำลองสมัยต่าง ๆ: เมืองโบราณ, เมืองสมัยใหม่
ภูเขาฟูจิจำลอง
สถานีรถไฟหลายแห่ง
มีโชว์เปลี่ยนจากกลางวันเป็นกลางคืน พร้อมแสงไฟ
Diorama นี้ฟรี ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม นั่งดูได้นานเท่าไหร่ก็ได้ เหมาะกับการพักเท้าและชมความละเอียดของงานฝีมือ
ร้านอาหารและของที่ระลึก
1. Train Restaurant Nihon Shokudo (日本食堂)
ร้านอาหารในสไตล์รถไฟโบราณ
ขายอาหารกล่อง “Ekiben” (駅弁) ซึ่งเป็นอาหารกล่องที่ขายในสถานีรถไฟ
มีข้าวกล่องหลากหลายแบบจากสถานีทั่วญี่ปุ่น
ราคา: 800-1,500 เยนต่อกล่อง
บรรยากาศแบบโบราณ มีโต๊ะไม้ โคมไฟวินเทจ
1.5 Lunch Train (ห้ามพลาด!)
โซนพิเศษที่มีตู้รถไฟจริงจอดอยู่ด้านนอกอาคาร ให้ผู้ชมซื้อ Ekiben แล้วเข้าไปนั่งทานภายในตู้รถไฟได้
ได้บรรยากาศเหมือนกำลังเดินทางด้วยรถไฟจริง ๆ
ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แค่ซื้อ Ekiben แล้วเข้าไปนั่งได้เลย
เป็นประสบการณ์ที่เด็ก ๆ และผู้ใหญ่ชอบมาก
เคล็ดลับ: มาช่วงเที่ยงอาจต้องรอคิว ควรมาช่วง 11:00 น. หรือ 13:30 น.
2. View Restaurant
ร้านอาหารที่มองเห็น Shinkansen วิ่งผ่านด้านนอก
ขายอาหารญี่ปุ่นและตะวันตก
ราคา: 1,000-2,000 เยน
เหมาะกับครอบครัว
3. TRAINIART (ร้านของที่ระลึก)
ของเล่นรถไฟ: Tomica, Plarail
หนังสือเกี่ยวกับรถไฟ
เสื้อผ้าลายรถไฟ
โมเดลรถไฟ
ของที่ระลึกพิเศษจาก The Railway Museum เท่านั้น
เคล็ดลับ: ซื้อ Ekiben มาทานในพิพิธภัณฑ์ได้ ประหยัดเวลาและได้ลองอาหารกล่องสไตล์ญี่ปุ่นแท้ ๆ
ค่าเข้าชมและตั๋ว
ราคาบัตร
ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์:
ผู้ใหญ่ (18 ปีขึ้นไป):
ซื้อล่วงหน้า: 1,500 เยน
ซื้อในวันเดินทาง: 1,600 เยน
นักเรียน (ประถม-มัธยมต้น-มัธยมปลาย): 600 เยน
เด็กเล็ก (3 ปีขึ้นไป แต่ยังไม่เข้าประถม): 300 เยน
เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี: ฟรี
หมายเหตุ: ราคาอาจมีการปรับเปลี่ยนตามภาษีหรือฤดูกาลท่องเที่ยว แนะนำให้ตรวจสอบราคาล่าสุดที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการก่อนซื้อตั๋ว
ค่ากิจกรรมพิเศษ (แยกจากค่าเข้าชม):
Train Simulator: 500-600 เยนต่อครั้ง (ขึ้นอยู่กับประเภท)
Mini Driving Train: 200-300 เยนต่อครั้ง
กิจกรรมอื่น ๆ: ส่วนใหญ่ฟรี
หมายเหตุสำคัญ:
ราคาที่ระบุรวมภาษีแล้ว
ไม่มีส่วนลดสำหรับผู้สูงอายุ (เว้นแต่มีบัตรคนพิการ)
JR Pass ไม่ได้ส่วนลดค่าเข้าชม แต่ช่วยในเรื่องการเดินทาง
วิธีซื้อตั๋ว
สำคัญมาก: ไม่สามารถซื้อตั๋วหน้าพิพิธภัณฑ์ได้!
The Railway Museum ใช้ระบบ Timed Entry Ticket (ต๋ัวเข้าตามเวลาที่กำหนด) เพื่อควบคุมจำนวนผู้เข้าชมไม่ให้แออัดเกินไป ต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าก่อนไป
วิธีที่ 1: ซื้อออนไลน์ (แนะนำ)
เข้าเว็บไซต์: https://e-tix.jp/railway-museum/en/
เลือกวันที่และเวลาที่ต้องการเข้าชม
จ่ายเงินด้วยบัตรเครดิต
รับ QR Code ทาง Email
แสดง QR Code หน้าพิพิธภัณฑ์ (บนมือถือหรือพิมพ์)
ข้อดี:
จองล่วงหน้าได้ถึง 1 เดือน
มั่นใจว่ามีที่แน่นอน
ไม่ต้องไปร้านสะดวกซื้อ
วิธีที่ 2: ซื้อที่ร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่น
ไปที่ร้าน 7-Eleven, Lawson หรือ Ministop
ใช้เครื่อง Loppi (Lawson/Ministop) หรือ Multi Copy Machine (7-Eleven)
เลือก “The Railway Museum Ticket”
เลือกวันที่และเวลา
จ่ายเงินที่เคาน์เตอร์
รับใบตั๋ว
ข้อดี:
ซื้อได้แม้ไม่มีบัตรเครดิต
จ่ายเงินสดได้
ข้อเสีย:
ต้องไปร้านสะดวกซื้อก่อน
เมนูเป็นภาษาญี่ปุ่น อาจต้องขอความช่วยเหลือพนักงาน
ตารางการขายตั๋ว:
ตั๋วของเดือนถัดไป เริ่มขายวันที่ 1 ของทุกเดือน เวลา 10:00 น. (เวลาญี่ปุ่น)
ตัวอย่าง: ตั๋วเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เริ่มขายวันที่ 26 ธันวาคม 2025
ตั๋วแบบ “ซื้อในวันเดินทาง” ขายได้จนถึงเวลา 16:30 น. (ถ้ายังไม่เต็ม)
เคล็ดลับ:
สำคัญ: สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ระบบออนไลน์ (E-TIX) สะดวกที่สุด เพราะไม่ต้องไปร้านสะดวกซื้อ
แนะนำให้จองล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 วัน หากวางแผนไปวันหยุด เพราะตั๋วออนไลน์อาจมีจำกัดจำนวนต่อวันมากกว่าตั๋วที่ร้านสะดวกซื้อ
ซื้อตั๋วออนไลน์ให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะถ้าไปวันหยุดหรือช่วงปิดเทอม
เลือกเวลาเข้าชม 10:00 น. เพื่อมีเวลาเต็มวันและจอง Simulator ได้ก่อน
ถ้าตั๋วเต็ม ลองเช็คอีกทีในวันก่อนหน้า เพราะบางคนอาจยกเลิก
การเดินทาง
จากโตเกียว
ขั้นตอนที่ 1: ไปสถานี Omiya
จากสถานีหลักในโตเกียว สามารถนั่งรถไฟไป Omiya Station ได้หลายสาย:
จาก Tokyo Station:
นั่ง JR Utsunomiya Line (Rapid) หรือ JR Takasaki Line (Rapid)
ใช้เวลา: 25-30 นาที
ค่าโดยสาร: 550 เยน (ขาเดียว)
ความถี่: ทุก 10-15 นาที
จาก Ueno Station:
นั่ง JR Utsunomiya Line หรือ JR Takasaki Line
ใช้เวลา: 20-25 นาที
ค่าโดยสาร: 480 เยน
ความถี่: ทุก 10-15 นาที
จาก Shinjuku Station:
นั่ง JR Shonan-Shinjuku Line (มุ่งหน้า Utsunomiya หรือ Takasaki) – แนะนำ เร็วที่สุด
ใช้เวลา: 30-35 นาที
ค่าโดยสาร: 550 เยน
ความถี่: ทุก 15-20 นาที
ทางเลือกที่ 2:
นั่ง JR Saikyo Line (Rapid) ไป Omiya
ใช้เวลา: 35-40 นาที (ช้ากว่า Shonan-Shinjuku Line ประมาณ 5-10 นาที)
ค่าโดยสาร: 550 เยน
ข้อดี: รถบ่อยกว่า แต่ใช้เวลานานกว่า
หมายเหตุ: ถ้ามีทั้ง 2 สายให้เลือก แนะนำ Shonan-Shinjuku Line เพราะเร็วกว่าและสบายกว่า
จาก Ikebukuro Station:
นั่ง JR Shonan-Shinjuku Line (มุ่งหน้า Utsunomiya หรือ Takasaki) – แนะนำ เร็วที่สุด
ใช้เวลา: 25-30 นาที
ค่าโดยสาร: 480-550 เยน
ทางเลือกที่ 2:
นั่ง JR Saikyo Line (Rapid) ไป Omiya
ใช้เวลา: 30-35 นาที (ช้ากว่า Shonan-Shinjuku Line ประมาณ 5-10 นาที)
ค่าโดยสาร: 480-550 เยน
หมายเหตุ: Shonan-Shinjuku Line หยุดน้อยกว่า จึงเร็วกว่า Saikyo Line
JR Pass: สามารถใช้ JR Pass ได้ทั้งหมด (ฟรี ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม)
ขั้นตอนที่ 2: จาก Omiya Station ไป The Railway Museum
เมื่อถึง Omiya Station แล้ว ต้องเปลี่ยนไปขึ้น New Shuttle (ニューシャトル):
หาป้าย “New Shuttle” หรือ “Railway Museum” ในสถานี Omiya
ถ้าหาไม่เจอ ถามพนักงานว่า “Tetsudo Hakubutsukan doko desu ka?” (พิพิธภัณฑ์รถไฟอยู่ที่ไหน)
ขึ้น New Shuttle ที่ชานชาลาของ New Shuttle (แยกจาก JR)
นั่ง 1 สถานี (ประมาณ 3 นาที) ลงที่ Tetsudo-Hakubutsukan Station
เดินจากสถานีไปพิพิธภัณฑ์ 1 นาที (มีทางเชื่อมตรงจากสถานี)
ค่าโดยสาร New Shuttle:
190 เยน (ขาเดียว)
380 เยน (ไป-กลับ)
สำคัญ: New Shuttle เป็นรถไฟเอกชน ไม่ครอบคลุมใน JR Pass ทั่วไป
ยกเว้น: สามารถใช้ New Shuttle ฟรีได้ถ้ามี:
JR Tokyo Wide Pass
JR East Pass (Tohoku Area)
JR East Pass (Nagano-Niigata Area)
หากมี JR Pass ประเภทอื่น ๆ ต้องจ่ายค่า New Shuttle แยกต่างหาก
รวมค่าใช้จ่ายจากโตเกียว:
จาก Tokyo/Shinjuku: 550 เยน (JR) + 190 เยน (New Shuttle) = 740 เยน ขาเดียว
ไป-กลับ: 1,480 เยน
ถ้ามี JR Pass: 380 เยน (ไป-กลับ New Shuttle อย่างเดียว)
เวลารวม: ประมาณ 40-50 นาที จากโตเกียว (ไม่รวมเวลารอรถ)
จากสนามบิน Narita / Haneda
จากสนามบิน Narita:
นั่ง Narita Express (N’EX) หรือ Keisei Skyliner ไปโตเกียว
เปลี่ยนรถที่ Tokyo/Ueno ไป Omiya ตามขั้นตอนข้างบน
หรือ:
นั่ง JR Narita Line ถึง Omiya โดยตรง (ต้องเปลี่ยนรถ 1-2 ครั้ง)
ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
ค่าโดยสาร: ประมาณ 1,500-2,000 เยน
จากสนามบิน Haneda:
นั่ง Tokyo Monorail หรือ Keikyu Line ไปโตเกียว
เปลี่ยนรถไป Omiya ตามขั้นตอนข้างบน
เวลารวม: ประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง
ขับรถส่วนตัว:
ทางด่วน Shuto Expressway ไป Omiya Route
ลงที่ Shintoshin-Nishi Interchange
ขับต่ออีกประมาณ 4 กิโลเมตร
มีที่จอดรถที่พิพิธภัณฑ์ แต่มีจำนวนจำกัด
ค่าที่จอดรถ: มีทั้งแบบฟรีและคิดค่าบริการ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและจำนวนคน ข้อเสีย: ขับรถจากโตเกียวใช้เวลานานกว่าและติดรถ แนะนำให้นั่งรถไฟ
ข้อมูลการเปิด-ปิด
เวลาเปิด-ปิด:
เปิด: 10:00 น.
ปิด: 18:00 น. (ปิดรับเข้าชมล่าสุด 17:30 น.)
วันหยุด:
ทุกวันอังคาร (ยกเว้นวันอังคารที่เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์)
ช่วงปีใหม่ (ประมาณ 29 ธันวาคม – 2 มกราคม)
หมายเหตุ:
ถ้าวันอังคารเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ พิพิธภัณฑ์จะเปิดตามปกติ และปิดแทนวันพุธถัดไป
ตรวจสอบปฏิทินการเปิด-ปิดล่าสุดที่เว็บไซต์ก่อนไป
เวลาแนะนำ:
ควรมาถึงเวลา 10:00 น. พอดี เพื่อมีเวลาเต็มวันและจอง Simulator
ใช้เวลาชมอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง (ถ้าชอบรถไฟอาจใช้เวลาทั้งวัน)
ถ้ามีเด็กเล็ก ควรแบ่งเวลาพัก ไม่ต้องรีบเดินดูทุกอย่าง
เคล็ดลับการท่องเที่ยว : ควรมาวันไหน
วันธรรมดา (จันทร์-ศุกร์ ยกเว้นอังคาร):
ข้อดี: คนน้อย, จอง Simulator ได้ง่าย, เดินชมสบาย, ถ่ายรูปไม่มีคนมาก
ข้อเสีย: มีกิจกรรมพิเศษน้อยกว่าวันหยุด
วันหยุด (เสาร์-อาทิตย์-วันหยุดนักขัตฤกษ์):
ข้อดี: มีกิจกรรมพิเศษ, บรรยากาศคึกคัก, เหมาะกับครอบครัว
ข้อเสีย: คนเยอะมาก, จอง Simulator ยาก, แออัดในบางโซน
แนะนำ: ถ้าเป็นไปได้ ควรมาวันธรรมดาเพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุด
สิ่งที่ควรเตรียม
สิ่งของ:
ตั๋วเข้าชม (พิมพ์หรือบนมือถือ): จำเป็นมาก เพราะไม่ขายหน้างาน
เงินสดและเหรียญ: สำหรับ Simulator, Mini Train, ร้านอาหาร (บางที่ไม่รับบัตร)
มือถือที่ชาร์จเต็ม: ใช้ App จอง Simulator และถ่ายรูป
Power Bank: ถ่ายรูปเยอะแบตอาจไม่พอ
กล้อง: ถ้าชอบถ่ายรูป (แสงในพิพิธภัณฑ์ดี)
เสื้อผ้า:
ใส่รองเท้าสบาย ๆ เพราะต้องเดินเยอะ
พิพิธภัณฑ์มีแอร์ อาจเย็นเล็กน้อยในฤดูร้อน
สำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก:
มีห้องเปลี่ยนผ้าอ้อม
มีห้องให้นม
มีรถเข็นให้ยืม (จำนวนจำกัด)
มีโซนเล่นสำหรับเด็ก 0-6 ปี
จุดถ่ายรูปและชม Shinkansen จริงห้ามพลาด
ชั้น 3 และ Roof Garden – ชม Shinkansen ของจริงวิ่งผ่าน
หลายคนไม่รู้ว่าพิพิธภัณฑ์มีจุดพิเศษที่สามารถนั่งชม Shinkansen ของจริง ที่วิ่งผ่านข้าง ๆ พิพิธภัณฑ์ได้ทุก 5-10 นาที!
จุดชม:
ชั้น 3: มีระเบียงชมวิวที่มองเห็นทางรถไฟสาย Tohoku Shinkansen, Joetsu Shinkansen และ Hokuriku Shinkansen วิ่งผ่าน
Roof Garden (ชั้นดาดฟ้า): จุดชมวิวที่สูงที่สุด มองเห็นได้ชัดเจนและถ่ายรูปสวย
รถไฟที่เห็นบ่อย:
Shinkansen E5 (สีเขียว) มุ่งหน้าเมืองเซนได/อาโอโมริ
Shinkansen E7/W7 (สีน้ำเงิน-ทอง) มุ่งหน้านากาโนะ/คานาซาวะ
Shinkansen E2 (สีชมพู-ขาว) มุ่งหน้านิอิกาตะ
เคล็ดลับ:
Shinkansen วิ่งผ่านทุก 5-10 นาที โดยเฉพาะช่วงเช้าและเย็น
นั่งรอบน 10-15 นาที จะเห็นหลายขบวนแน่นอน
เหมาะสำหรับการพักเท้าและถ่ายรูป
เด็ก ๆ ชอบมาก ได้เห็นรถไฟความเร็วสูงวิ่งผ่านไปมาจริง ๆ
ฟรี! ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม
แผนเยี่ยมชมแนะนำ แผนผังอาคารคร่าว ๆ (ช่วยวางแผนการเดิน)
ชั้น 1 (Main Floor):
Rolling Stock Station (โซนรถไฟจริง) – ใหญ่ที่สุด
Science Station (โซนวิทยาศาสตร์)
Diorama ขนาดยักษ์
ทางเข้าหลัก
ชั้น 2:
History Station (โซนประวัติศาสตร์)
Job Station (โซนอาชีพ)
ห้องสมุด
ชั้น 3:
Future Station (โซนอนาคต)
ระเบียงชม Shinkansen จริง
พื้นที่พักผ่อน
ชั้น 4:
View Restaurant (ร้านอาหารที่มองเห็น Shinkansen)
Roof Garden (ดาดฟ้า)
South Building (อาคารใต้):
Simulator Zone
Mini Driving Train Park
รถไฟเพิ่มเติมอีกหลายคัน
แผน 3-4 ชั่วโมง (มาตรฐาน):
10:00 น. – ถึงพิพิธภัณฑ์ จอง Simulator ทันที
10:15-11:30 น. – ชม Rolling Stock Station (โซนรถไฟจริง)
11:30-12:00 น. – ทดลอง Simulator
12:00-13:00 น. – ทานอาหารกลางวันที่ Train Restaurant
13:00-14:00 น. – ชม Science Station และ Job Station
14:00-14:45 น. – ชม History Station และ Future Station
14:45-15:15 น. – ชม Turntable Show (15:00 น.)
15:15-16:00 น. – ชม Diorama และซื้อของฝาก
แผน 5-6 ชั่วโมง (เต็มวัน):
เพิ่มเวลาในแต่ละโซน
ลองขับ Mini Train
ชม Simulator หลายประเภท
ถ่ายรูปในทุกมุม
พักผ่อนบ่อย ๆ
แผนสำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก:
เน้นโซนรถไฟจริงและ Mini Train
แบ่งเวลาพักและให้เด็กเล่นในโซนเด็ก
ไม่ต้องรีบดูทุกอย่าง
ภาษาและการสื่อสาร
ภาษาที่ใช้ในพิพิธภัณฑ์:
ป้ายจัดแสดง: ญี่ปุ่น, อังกฤษ (บางส่วน)
App: ญี่ปุ่น, อังกฤษ, จีนตัวเต็ม, จีนตัวย่อ, เกาหลี, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, สเปน, ไทย, อินโดนีเซีย
พนักงาน: ส่วนใหญ่พูดญี่ปุ่นเท่านั้น บางคนพูดอังกฤษพื้นฐานได้
เคล็ดลับ:
ดาวน์โหลด App “The Railway Museum” ก่อนไป
ใช้ Google Translate สำหรับอ่านป้ายที่ไม่มีภาษาอังกฤษ
ถ่ายรูปป้ายหรือแผนที่ไว้เพื่ออ้างอิงภายหลัง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. The Railway Museum เหมาะกับคนที่ไม่ใช่แฟนรถไฟหรือไม่?
เหมาะมาก! พิพิธภัณฑ์ออกแบบมาให้ผู้ชมทุกคนสนุกได้ ไม่ใช่แค่คนรักรถไฟ มีกิจกรรม interactive มากมาย, ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น, เทคโนโลยี, และบรรยากาศโนสตัลเจีย แม้แต่คนที่ไม่ค่อยสนใจรถไฟก็ยังสนุกและได้ความรู้
2. ใช้เวลาเท่าไหร่ในการชม?
ชมแบบคร่าว ๆ: 2-3 ชั่วโมง
ชมแบบปกติ: 3-4 ชั่วโมง
ชมแบบละเอียด (รวม Simulator): 5-6 ชั่วโมง
ถ้าเป็นแฟนตัวยงรถไฟ: ทั้งวันไม่พอ
3. เด็กเล็กเข้าได้หรือไม่?
เข้าได้และเหมาะมาก มีโซนเล่นสำหรับเด็ก 0-6 ปี, Mini Train ที่เด็กชอบ, ห้องพยาบาล, ห้องให้นม และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับครอบครัว พิพิธภัณฑ์เป็นกันเองกับเด็กมาก
4. ต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าหรือไม่?
ต้อง! ไม่สามารถซื้อหน้าพิพิธภัณฑ์ได้ ต้องซื้อออนไลน์หรือที่ร้านสะดวกซื้อก่อน และเลือกวันเวลาที่เข้าชม
5. Simulator ต้องจองหรือไม่?
ขอแนะนำให้จอง เพราะในวันหยุดจะเต็มอย่างรวดเร็ว จองผ่าน App หรือที่เคาน์เตอร์ทันทีที่เข้าพิพิธภัณฑ์ แต่ถ้าไม่ได้จองก็ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย
6. สามารถถ่ายรูปในพิพิธภัณฑ์ได้หรือไม่?
ได้เกือบทุกพื้นที่ แต่ห้ามใช้แฟลช และห้ามถ่ายในโซนบางส่วนที่มีป้ายห้ามถ่ายรูป (มีน้อยมาก)
7. ภายในมีร้านอาหารหรือไม่?
มีหลายแห่ง ทั้งร้านอาหารญี่ปุ่น, ร้านขาย Ekiben, คาเฟ่ และตู้ขายเครื่องดื่ม สามารถทานอาหารในพิพิธภัณฑ์ได้สะดวก
8. JR Pass ใช้ได้หรือไม่?
ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์: ไม่มีส่วนลด
JR จาก Tokyo ไป Omiya: ครอบคลุมใน JR Pass ทั่วไป (ฟรี)
New Shuttle จาก Omiya ไปพิพิธภัณฑ์:
JR Pass ทั่วไป: ไม่ครอบคลุม (ต้องจ่าย 190 เยน)
ครอบคลุมฟรีใน: JR Tokyo Wide Pass, JR East Pass (Tohoku), JR East Pass (Nagano-Niigata)
9. ในพิพิธภัณฑ์มี Wi-Fi ฟรีหรือไม่?
มี Wi-Fi ฟรีทั่วพิพิธภัณฑ์ ใช้จอง Simulator และ upload รูปได้สะดวก
10. ถ้าฝนตก ยังเที่ยวได้หรือไม่?
ได้ เพราะพิพิธภัณฑ์อยู่ในอาคาร ยกเว้น Mini Train ที่อยู่กลางแจ้งอาจปิดชั่วคราวถ้าฝนตกหนัก
สถานที่ใกล้เคียงที่น่าสนใจ
The Omiya Bonsai Art Museum
พิพิธภัณฑ์บอนไซระดับโลก ห่างจาก The Railway Museum ประมาณ 20 นาทีโดยรถไฟ จัดแสดงต้นบอนไซโบราณอายุหลายร้อยปี สวนญี่ปุ่นสวยงาม และแกลเลอรี่ศิลปะเกี่ยวกับบอนไซ
ค่าเข้าชม: 300-310 เยน
Musashi Ichinomiya Hikawa Shrine
ศาลเจ้าใหญ่และเก่าแก่ในเมือง Omiya ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าสนขนาดใหญ่ บรรยากาศสงบ มี torii สีแดงสวยงาม และมีตลาดนัดในวันหยุด
ค่าเข้าชม:
Saitama Super Arena
Saitama Super Arena ฟรีอารีน่าขนาดใหญ่ที่จัดคอนเสิร์ต กีฬา และอีเวนต์ใหญ่ ๆ ใกล้กับสถานี Omiya ถ้าวันไหนมีอีเวนต์สามารถแวะดูได้
ย่าน Shopping ในเมือง Omiya
บริเวณรอบสถานี Omiya มีห้างสรรพสินค้าและร้านค้ามากมาย เหมาะกับการช้อปปิ้งก่อนกลับโตเกียว
สรุป: ประสบการณ์รถไฟที่สมบูรณ์แบบที่สุดในญี่ปุ่น
The Railway Museum ไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์รถไฟธรรมดา แต่เป็นประสบการณ์ที่เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับรถไฟในญี่ปุ่นมาเกือบ 150 ปี ผ่านรถไฟจริง 36 คัน, simulator ที่เหมือนจริง, กิจกรรม interactive มากมาย และการจัดแสดงที่ออกแบบมาอย่างประณีต ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่มีเด็กเล็ก, กลุ่มเพื่อน, คู่รัก หรือเดินทางคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นแฟนพันธุ์แท้รถไฟหรือแค่สนใจวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่นี่มีสิ่งที่น่าสนใจให้ค้นพบสำหรับทุกคน การเดินทางสะดวกจากโตเกียวเพียง 30-40 นาที ค่าเข้าชมสมเหตุสมผล และสามารถใช้เวลาทั้งวันได้อย่างคุ้มค่า
จุดเด่นที่ทำให้ต้องมา คือ Turntable Show เวลา 15:00 น., การลองขับรถไฟในเครื่องจำลอง, และการได้สัมผัสรถไฟจริง ๆ ที่เคยวิ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีในพิพิธภัณฑ์ทั่วไป สำหรับคนที่กำลังวางแผนเที่ยวโตเกียว และมีเวลาอย่างน้อยครึ่งวัน The Railway Museum เป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาด แม้จะไม่ได้เป็นแฟนรถไฟ แต่จะกลับมาพร้อมความประทับใจและความรู้ใหม่ ๆ เกี่ยวกับญี่ปุ่นที่ไม่เคยรู้มาก่อน
อย่าลืม: ซื้อตั๋วล่วงหน้า, มาถึงเวลา 10:00 น., จอง Simulator ทันที, และเตรียมกล้องพร้อมแบตเตอรี่เต็ม เพราะจะได้ภาพความทรงจำที่ยากจะลืมจากการเดินทางครั้งนี้