ถ้าอยากไหว้พระที่วัดญี่ปุ่น ใคร ๆ ก็ต้องนึกถึง “เกียวโต” ที่คับคั่งไปด้วยวัดชื่อดังมากมายที่คนไทยต้องรู้จัก แต่ถ้าอยากสักการะเทพเจ้าล่ะก็ต้องมาที่ “อิเสะ คุมาโนะ และวากายาม่า” เพราะที่นี่เค้ามีชื่อเสียงโด่งดังมากเรื่องศาลเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ที่ขึ้นชื่อว่าต้องมาให้ได้สักครั้งในชีวิต แต่ก่อนที่เราจะไปกัน เราก็ต้องมาเรียนรู้วิธีการสักการะที่ถูกต้องกันก่อน โดยเพื่อน ๆ สามารถเข้าไปอ่านบทความสนุก ๆ สอดแทรกความรู้เกี่ยวกับวัดและศาลเจ้าญี่ปุ่นได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้เลย

floating-restaurant-1

รู้ล่วงหน้าก่อนทัวร์ขอพรจากวัดและ ศาลเจ้าญี่ปุ่น

หลายคนคงตั้งอกตั้งใจไปขอพรแต่ไม่แน่ใจว่าวิธีการขอพรของบ้านเรากับชาวญี่ปุ่นนี่มันเหมือนกันหรือไม่ ขอให้หมดกังวลใจเพราะคราวนี้เรามีวิธีการเข้าวัดและศาลเจ้าแบบญี่ปุ่นมาฝาก จะได้ทำตามกันได้อย่างไม่เขินอาย

1Ise Grand Shrine (伊勢神宮) : ศาลเจ้าที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

Ise Shrine (伊勢神宮) หรือศาลเจ้าอิเสะเป็นศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากสำหรับชาวญี่ปุ่น เป็นศาลเจ้าที่ชาวญี่ปุ่นถึงกับเอ่ยว่า “ต้องมาสักการะให้ได้สักครั้งในชีวิต” เพราะที่นี่ถือเป็นศาลเจ้าแห่งแรกของญี่ปุ่น ทั้งยังมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศอีกด้วย

ศาลเจ้าอิเสะเป็นศาลเจ้าขอผู้ที่นับถือชินโต และมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับราชวงศ์ญี่ปุ่น จึงนับได้ว่าเป็นศาลเจ้าที่สำคัญสูงสุด เนื่องจากชาวญี่ปุ่นนั้นมีความเชื่อกันว่าศาลเจ้าอิเสะนั้นเป็นที่สถิตย์ของเทพเจ้า Amaterasu หรือเทพเจ้าพระอาทิตย์ ซึ่งก็ตรงกับอีกชื่อหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นที่ถูกขนานนามว่าเป็นดินแดนอาทิตย์ุทัยนั่นเอง

เมื่อเราเดินทางมาถึงยังศาลเจ้าอิเสะ สิ่งที่เราจะได้พบก็คือโทริอิหรือประตูทางเข้าของศาลเจ้าที่มีขนาดใหญ่โต แต่มิได้มีการประดับตกแต่งที่หรูหราแต่อย่างใด ดูสมถะและมีมนต์ขลังอย่างไม่สามารถอธิบายได้ ซึ่งสามัญชนคนธรรมดาอย่างเราจะต้องเดินเข้าด้านข้างของประตูโทริอิ เพราะเค้าเชื่อกันว่าตรงกลางนั้นเป็นทางเดินสำหรับเทพเจ้าเท่านั้น และอย่าลืมก้มโค้งเพื่อแสดงถึงความเคารพต่อสถานที่ก่อนเดินเข้าไปด้วยนะ

สะพานข้ามแม่น้ำขนาดย่อมนี้มีไว้ตามความเชื่อที่ว่าน้ำสามารถชำระล้างร่างกายและจิตใจของเราให้บริสุทธิ์ผุดผ่องได้ ดังนั้นการข้ามสะพานจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความบริสุทธิ์ก่อนเข้าไปยังพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และในอดีตนั้น ชาวญี่ปุ่นจะไปที่ริมน้ำเพื่อชำระล้างร่างกาย ล้างมือ และล้างปากก่อนเข้าไปสักการะศาลเจ้า

ซึ่งปัจจุบันที่ศาลเจ้าอิเสะก็ยังมีอยู่เช่นกัน หรือจะแวะล้างมือและปากที่จุดล้างที่เหมือนกับศาลเจ้าทั่วไปก็ได้เหมือนกัน

เมื่อร่างกายของเราบริสุทธิ์แล้วก็เตรียมพร้อมเข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์บริเวณด้านในได้เลย ซึ่งตลอดเส้นทางเดินนั้นเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ที่เรียงรายกันคอยให้ร่มเงาแก่ผู้มีศรัทธาที่เดินทางมาสักการะที่ศาลเจ้าแห่งนี้

Cr: Tourism Bureau, Mie Prefecture Government

ภายในพื้นที่ของศาลเจ้าจะประกอบไปด้วยศาลเจ้าขนาดใหญ่ 2 ศาลเจ้าหลัก คือ ศาลเจ้าชั้นใน (Naiku) และศาลเจ้าชั้นนอก (Geku) และศาลเจ้าขนาดเล็กอีกกว่า 125 ศาลเจ้าย่อย ในส่วนของศาลเจ้าด้านในอันเป็นที่สถิตย์ของเทพเจ้าพระอาทิตย์นั้นมีความศักดิ์ศิทธิ์เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีความเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าองค์แรกที่มาประทับและเป็นที่เคารพบูชาของชาวญี่ปุ่น ที่นิยมกันมาสักการะเพื่ออธิษฐานขอพรให้ประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ และก็มีบ่อยครั้งที่นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นจากแต่ละบริษัทจะเข้ามาทำพิธีการเพื่อให้กิจการเจริญรุ่งเรือง

Cr: Tourism Bureau, Mie Prefecture Government

สำหรับศาลเจ้าชั้นนอกหรือ Geku นั้นจะเป็นที่สถิตย์ของเทพเจ้า Toyouke เป็นเทพเจ้าที่จะคอยอำนวยพรในเรื่องการเกษตร ที่อยู่อาศัย และเสื้อผ้าอาภรณ์ ซึ่งเราสามารถมาอธิษฐานเพื่อขอพรเกี่ยวกับเรื่องความอุดมสมบูรณ์ มีกินมีใช้ได้ โดยทางศาลเจ้าไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวถ่ายภาพด้านในเมื่อเดินขึ้นบันไดเพื่อเข้าสู่ที่ประดิษฐานของเทพเจ้าได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้สำรวมกายใจให้สงบเสงี่ยมเรียบร้อย แล้วตั้งจิตอธิษฐานเพื่อขอพรต่อเทพเจ้าให้ประสบความสำเร็จในทุก ๆ ด้าน

บริเวณโดยรอบยังมีจุดที่เราสามารถเข้าไปสักการะหรือรับพลังได้ อย่างเช่นต้นไม้ใหญ่หรือกองหินที่ชาวญี่ปุ่นที่นับถือชินโตนั้นให้ความเคารพ เนื่องจากชินโตเคารพธรรมชาติเพราะมีความเชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตย์อยู่ ทำให้ธรรมชาติของประเทศแห่งนี้ยังคงอุดมสมบูรณ์และสวยงามอยู่อย่างที่เราเห็นกัน

หลังจากสักการะเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะเดินทางกลับเราสามารถแวะซื้อเครื่องรางจากศาลเจ้าแห่งนี้ได้ โดยเครื่องรางแต่ละชิ้นก็จะมีความหมายที่แตกต่างกันไป แล้วแต่ว่าใครต้องการเสริมดวงด้านใด พกใส่กระเป๋าไว้เป็นเวลาหนึ่งปี หลังจากนั้นเราควรนำเครื่องรางนั้นมาคืนที่ศาลเจ้าใดก็ได้ในญี่ปุ่นเพื่อนนทำการเผาทำลายและขอบคุณที่ปกป้องเรามาตลอดทั้งปี

Ise Grand Shrine (伊勢神宮)

ที่อยู่1 Ujitachicho, Ise, Mie Prefecture 516-0023, Japan
วิธีเดินทางนั่งรถไฟ JR สาย Sangu Line มาลงสถานี Iseshi แล้วนั่งรถบัสต่อมายัง Ise Grand Shrine
เวลาทำการ05.00-19.00 น. (แล้วแต่ฤดูกาล)
โทรศัพท์0596-24-1111
WebsiteIse Jingu

ดูแผนที่ Ise Grand Shrine (伊勢神宮)

2Futami Okitama Jinja (二見興玉神社) : ศาลเจ้าแห่งความรัก

ศาลเจ้าแห่งถัดมาที่เราจะพาไปสักการะกันนั้นคือศาลเจ้า Futami Okitama Jinja (二見興玉神社) มีทำเลที่ตั้งที่ตั้งอยู่ริมทะเล บรรยากาศสวยงาม ลมพักโกรกตลอดทั้งวัน หากเดินทางมาในช่วงฤดูหนาว แนะนำให้แต่งตัวมิดชิดและเตรียมเสื้อกันหนาว ผ้าพันคอ และถุงมือมาให้พร้อม เพราะอากาศหนาวริมทะเลทำเอาาเราตัวสั่นมือเย็นเลยทีเดียว

จุดเริ่มต้นของความเชื่อและความศรัทธาที่เเป็นจุดประสงค์ของการก่อสร้างศาลเจ้าแห่งนี้ขึ้นนั้นก็คือสร้างเพื่ออุทิศให้กับเทพเจ้า Sarutahiko no Okami ซึ่งเป็น 1 ใน 6 มหาเทพของญี่ปุ่น และยังเป็นเทพที่ใกล้ชิดกับมนุษย์โลกมากที่สุด เนื่องจากท่านมีหน้าที่ดูและจัดการทุกสรรพสิ่งบนโลก ทำให้เทพองค์นี้เป็นที่เคารพและศรัทธาของชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก

เมื่อเดินพ้นผ่านประตูโทริอิเข้าไปแล้วก็หมายความว่าเราได้เข้าสู่พื้นที่ของศาลเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์แล้ว ซึ่งก็จะมีตัวศาลให้เราได้สักการะขอพรเหมือนกับศาลเจ้าทั่วไป แต่ความพิเศษของที่นี่อีกอย่างหนึ่งคือ Meoto Iwa หรือที่คนไทยเราคุ้นในชื่อหินแต่งงานนั่นเอง ลักษณะเป็นหินสองก้อนที่มีขนาดเล็กและใหญ่ต่างกัน เปรียบเหมือนชายและหญิง ด้านบนของหินมีเชือกคล้องระหว่างกันไว้ ทำให้มองดูเหมือนกับว่าหินทั้งสองกำลังอยู่ในพิธีวิวาห์ ซึ่งตามตำนานแล้ว หินทั้งสองก้อนนี้หมายถึงคู่มหาเทพที่เป็นสามีและภริยากัน คือ มหาเทพ Izanagi no Okami และมหาเทพ Izanami no Okami ซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้สร้างและเป็นผู้ให้กำเนิดเทพต่าง ๆ อีกมากมาย

และด้วยตำนานดังกล่าวนั่นเองจึงทำให้หินคู่นี้เปรียบเหมือนเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักของหญิงชายที่อยู่เคียงคู่กัน ทำให้ที่นี่โด่งดังในเรื่องความรัก มีคู่รักชาวญี่ปุ่นหลายต่อหลายคู่เดินทางมาที่นี่เพื่อสักการะและอธิษฐานขอพรให้ชีวิตคู่สมหวัง ราบรื่น มีความสุข และอยู่คู่กันตราบนานเท่านาน รวมทั้งคนโสดที่ต้องการมีความรักที่แท้จริงก็สามารถเดินทางมาขอพรให้สมหวังในความรักได้เช่นกัน

บริเวณโดยรอบของศาลเจ้าแห่งนี้จะเต็มไปด้วยรูปปั้นกบที่เชื่อกันว่าเป็นสัตว์ประจำกายของเทพ Sarutahiko no Okami ซึ่งคำว่า ‘กบ’ ในภาษาญี่ปุ่นนั้นพ้องเสียงกับคำว่า ‘กลับ’ จึงเกิดความเชื่อในกลุ่มแม่บ้านชาวญี่ปุ่นในอดีตที่สามีต้องออกรบหรือออกไปทำงานนอกบ้านว่าหากมาขอพรที่ศาลเจ้าแห่งนี้จะทำให้สามีเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ และความเชื่อนี้ก็ยิ่งได้รับความศรัทธามากขึ้นเมื่อมีทหารนายหนึ่งรอดชีวิตกลับมาจากสงครามเพราะกระสุนยิงไปถูกเครื่องรางรูปกบแทนที่จะโดนเข้าที่จุดสำคัญ ทำให้เค้ารอดกลับมา และเรื่องนี้ก็ถูกเล่าขานกันปาากต่อปากจนศาลเจ้าแห่งนี้ยิ่งโด่งดังขึ้นไปอีก

และทุก ๆ 3 ปีที่ศาลเจ้าแห่งนี้จะมีงานใหญ่ที่จัดขึ้นเพื่อทำพิธีการเปลี่ยนเชือกที่คล้องอยู่ระหว่างหินทั้งสอง ผู้ทำพิธีจะร่วมกันแบกเชือกเส้นใหญ่ลงทะเลแล้วช่วยกันออกแรงยกเชือกให้คล้องหินไว้ดังเดิม ซึ่งภาพของหินทั้งสองที่สวยงามที่สุดนั้นสามารถหาดูได้ในช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งจะขึ้นตรงกลางระหว่างช่องว่างของหินทั้งสองพอดิบพอดี แต่ภาพนี้สามารถพบเห็นได้เพียง 4-5 ครั้งต่อปีเท่านั้น ส่วนเช้าวันอื่น ๆ ก็สวยงามเช่นกันแต่พระอาทิตย์อาจไม่ได้ขึ้นตรงกลางพอดีเท่านั้นเอง

ก่อนกลับเราสามารถแวะซื้อเครื่องที่จะช่วยเสริมดวงด้านความรักให้ตัวเองและคนรอบข้างได้ด้วยนะ ซึ่งรูปลักษณ์เครื่องรางของที่นี่น่ารักแลละดูดีทีเดียวล่ะ ซื้อเพื่อพกพานำโชคให้กับตัวเองหรือซื้อเป็นของฝากก็ดูดี งานนี้ใครที่กำลังรอให้สมหวังในความรักอยู่ เราก็ขออวยพรให้นะ

Futami Okitama Jinja (二見興玉神社)

ที่อยู่575, Ise, Mie 519-0602
วิธีเดินทางนั่งรถไฟ JR สาย Sangu Line มาลงสถานี Futamino-Ura แล้วเดินต่ออีก 15 นาที
เวลาทำการ07.30-17.00 น.
โทรศัพท์0596-43-2020
WebsiteIse City Tourist Information

ดูแผนที่ Futami Okitama Jinja (二見興玉神社)

3Kumano Nachi Taisha (熊野那智大社) : ศาลเจ้ามรดกโลก

ในอดีตจักรพรรดิ ขุนนาง และชนชั้นสูงในญี่ปุ่นนิยมเดินทางไปแสวงบุญยัง Kumano Sanzan ซึ่งเป็นชื่อเรียกโดยรวมของศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามแห่ง ได้แก่ Kumano Hayatama Shrine และ Kumano Hongu Shrine ซึ่งแต่ละที่นั้นอยู่ห่างไกลกันมาก หากมีเวลาแค่วันเดียวควรเลือกเพียงศาลเจ้าเดียวเท่านั้น โดยการแสวงบุญของชาวญี่ปุ่นคือการเดินเท้าไปตามเส้นทางที่ผ่านป่าเขาและธรรมชาติที่เรียกว่า Kumano Kodo

Cr: www.kinan-newspaper.jp

เส้นทางแสวงบุญ Kumano Kodo ถือเป็นเส้นทางที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติเอาไว้ด้วยกัน ซึ่งความงดงามนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกจากองค์การ UNESCO เนื่องจากที่นี่ยังคงสภาพที่สมบูรณ์เอาไว้ได้ดีแม้กาลเวลาจะผ่านไปหลายยุคหลายสมัยแล้วก็ตาม ซึ่งเส้นทางแสวงบุญนี้มีอยู่หลายเส้นทางให้ผู้ศรัทธาเลือกเดิน

สำหรับวันนี้ Chill Chill Japan ขอพาไปที่ศาลเจ้า Kumano Nachi Taisha (熊野那智大社) ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ศาลเจ้าแห่ง Kumano Sanzan กันก่อน ซึ่งเส้นทางยอดฮิตที่ระยะทางไม่ไกลมากและเดินง่ายเหมาะกับทุกเพศทุกวัยนั้นจะเริ่มต้นที่จุดที่เรียกว่า Daimonzaka แล้วเริ่มเดินเท้าไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทางแสวงบุญที่รายล้อมไปด้วยหมู่บ้านของชาวบ้านท้องถิ่นและป่าเขา เป็นเส้นทางที่สวยงาม เดินแล้วไม่มีเหนื่อย แต่ด้วยเวลาที่จำกัดทำให้เราไม่ได้เดินเท้าไปตามเส้นทางนั้น เราเลือกนั่งรถบัสขึ้นเขามาแล้วเดินต่อไปอีกประมาณ 15 นาทีเพื่อขึ้นไปสู่ศาลเจ้า

แม้บันไดทางขึ้นจะค่อนข้างชันแต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคที่ทำให้เราย่อท้อ เพราะเมื่อได้เห็นคุณตาคุณยายชาวญี่ปุ่นที่เดินกันอย่างขมักเขม้นแล้วเราต้องไม่ยอมแพ้ สู้ต่อไป ! เดินไปเรื่อย ๆ ยังไม่ทันเหนื่อยก็เริ่มมองเห็นประตูโทริอิสีแดงสด อันเป็นสัญญาณว่าเรากำลังจะเข้าสู่เขตศาลเจ้าแล้ว

ภาพของศาลเจ้าสีแดงสวยที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านบนทำให้เรารู้สึกอิ่มเอมใจที่ได้มาเยือน ในปีที่เราไปนี้เป็นปีระกา ทำให้ทางศาลเจ้าขึงผ้ารูปไก่ไว้บนกำแพงด้านหนึ่งของศาลเจ้า เดินตรงเข้าไปเพื่อสักการะเทพเจ้าที่ประดิษฐานอยู่ ณ ที่ศาลเจ้าชั้นสูงแห่งนี้เพื่อขอพรกันเถอะ ซึ่งศาลเจ้านี้เป็นศาลเจ้าชินโตที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาน้ำตก Nachi ตามความเชื่อเรื่องความเคารพในธรรมชาติ

เมื่อเดินต่อเข้าไปด้านในอีกนิดก็จะพบกับวัดพุทธที่เห็นแล้วรู้เลยว่าเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์มาก ซึ่งวัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยชาวอินเดียที่ได้พบรูปปั้นพระโพธิสัตว์กวนอิมปรากฏขึ้นบริเวณ น้ำตก Nachi จึงสร้างวัดขึ้นที่นี่เพื่อบูชาเจ้าแม่กวนอิมนั่นเอง

เมื่อเดินผ่านบริเวณพื้นที่ของวัดและศาลเจ้าแล้ว เตรียมหยิบกล้องขึ้นมาได้เลย เพราะถึงเวลาแห่งการถ่ายภาพแล้ว เราสามารถเดินหามุมถ่ายภาพได้เลยว่าอยากจะได้ตรงไหน เพราะจากตรงนี้เป็นต้นไป เราสามารถมองเห็นวิวอันงดงามของเจดีย์แดง Three-Story Pagoda ที่มีภาพด้านหลังเป็นน้ำตก Nachi ที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นได้ ถ่ายภาพมุมกว้างให้เห็นเจดีย์และน้ำตกเก็บไว้เป็นความทรงจำ ซึ่งหากมาในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีด้วยแล้ว จะสวยงามเกินบรรยายเลยล่ะ

นอกจากศาลเจ้าด้านบนแล้ว แนะนำให้เดินลงไปตามทางด้านล่างเมื่อเข้าไปชื่นชมความสวยงามของน้ำตก Nachi ใกล้ ๆ ด้วยนะ ซึ่งตลอดทางก็จะมีป้ายบอกทางอยู่ ให้เดินตามทางได้เลย ซึ่งลักษณะของทางเดินทางนี้มีความใกล้เคียงกับ Kumano Kodo เส้นทางแสวงบุญอีกด้วย เหมาะสำหรับใครที่ไม่สะดวกเดินตั้งแต่ต้นแต่อยากสัมผัสบรรยากาศแห่งการแสวงบุญดูบ้าง

และเมื่อเดินลงไปถึงบริเวณชมน้ำตกแล้วก็จะพบกับอีกหนึ่งศาลเจ้าที่มีชื่อว่า Hirou Jinja ซึ่งเป็นศาลเจ้าย่อยของ Kumano Nachi Taisha สร้างขึ้นเพื่อบูชาน้ำตก Nachi เช่นกัน และถ้าอยากเข้าไปดื่มด่ำความงดงามของน้ำตกให้ใกล้ขึ้นอีกนิดก็สามารถควักกระเป๋าจ่ายเงินเพิ่ม 300 เยนเพื่อขึ้นไปยังจุดชมวิวได้ และระหว่างทางจะมีแอ่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้ดื่ม และมีความเชื่อว่าหากดื่มแล้วจะมีอายุยืนยาว

Kumano Nachi Taisha (熊野那智大社)

ที่อยู่1 Nachisan, Higashimuro, Wakayama 649-5301
วิธีเดินทางนั่งรถไฟ JR สาย Nankai Line มาลงสถานี Kii-Katsuura แล้วนั่งรถบัสจากหน้าสถานีรถไฟมาลงสถานี Nachisan ใช้เวลาประมาณ 28 นาที
โทรศัพท์0735-55-0321
WebsiteKumano Nachi Taisha

ดูแผนที่ Kumano Nachi Taisha (熊野那智大社)

4ศาลเจ้าบนเกาะ Takeshima (八百富神社) : เกาะแห่งศาลเจ้าทั้ง 7

เกาะ Takeshima (八百富神社) เป็นเกาะกลางทะเลที่มีสะพานยาวเชื่อมโยงพื้นดินริมฝั่งกับพื้นดินของเกาะไว้ด้วยกัน ซึ่งเกาะแห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นอนุสรณ์สถานทางธรรมชาติแห่งชาติที่มีทิวทัศน์อันงดงามถึงขนาดว่าพระบรมวงศานุวงศ์ขององค์จักพรรดิญี่ปุ่นและเหล่าบรรดานักประพันธ์ชื่อดังในอดีตหลายคนก็ล้วนแต่เคยมาเยือนเกาะแห่งนี้กันทั้งนั้น

เมื่อเราเดินทางมาถึงพื้นที่ของเกาะ เราจะได้พบกับสะพานที่ทอดยาวเป็นระยะทางประมาณ 387 เมตรเพื่อนำพาเราไปสู่ใจกลางเกาะ เดินตามเส้นทางไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางบรรยากาศอันสวยงามและอากาศที่ค่อนข้างหนาวเย็น ซึ่งในวันที่เราไปนั้นมีหมอกปกคลุมนิด ๆ ดูเหมือนเป็นภาพในความฝันที่ฟุ้งละมุน

เกาะแห่งนี้ถูกขนานนามว่าเป็นเกาะแห่งเทพเจ้า เนื่องจากบนเกาะนั้นเป็นที่ตั้งของศาลเจ้า Yaotomi ที่มีชื่อเสียงในเรื่องเปิดดวงเพื่อขอพรให้คลอดลูกปลอดภัย เรื่องผูกดวงความรัก ซึ่งหากมาเป็นคู่รักหรือคู่สามีภรรยาจจะต้องเดินจูงมือกันเพื่อข้ามสะพานนี้ไปด้วยกันเพื่อให้ความรักคงอยู่กับคนทั้งคู่ตลอดไป

นอกจากเทพเจ้า Yaotomi ที่มีชื่อเสียงแล้ว ภายในเกาะยังมีศาลเจ้าย่อยอันเป็นที่สถิตย์ของเทพเจ้าอีก 6 องค์ด้วย ซึ่งแต่ละองค์ก็จะเป็นเทพเจ้าที่อำนวยพรในเรื่องที่แตกต่างกันไป เช่น เรื่องการงาน เรื่องสุขภาพ เรื่องโชคลาภเงินทอง เป็นต้น

เราจะได้สักการะองค์เทพทั้ง 7 ท่ามกลางต้นไม้ที่อุดมสมบูรณ์ เพราะบนเกาะแห่งนี้ถือเป็นพื้นที่สงวน ห้ามมีการตัดไม้ทำลายป่าโดยเด็ดขาด ทำให้บนเกาะแห่งนี้เต็มไปด้วยสีเขียวชอุ่มสดใส และความพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือพันธุ์ไม้บนเกาะเป็นไม้เขตร้อนทั้งหมด ซึ่งแตกต่างจากพันธ์ไม้ทั่วไปบนฝั่งที่เป็นไม้เขตหนาว ทั้ง ๆ ที่อยู่ห่างกันไม่ถึง 1 กิโลเมตร

ศาลเจ้าบนเกาะ Takeshima (八百富神社)

ที่อยู่3-15 Takeshimacho, Gamagori, Aichi Prefecture 443-0031, Japan
วิธีเดินทางนั่งรถไฟ JR สาย Tokaido Line มาลงสถานี Gamagori แล้วเดินอีก 18 นาที
โทรศัพท์0533-68-3700
WebsiteYaotomi Shrine

ดูแผนที่ ศาลเจ้าบนเกาะ Takeshima (八百富神社)

ข้อสรุป

ไปเที่ยวภูมิภาคชูบุทั้งที ก็ต้องมีการแวะสักการะอธิษฐานขอพรจากเทพเจ้า ณ 4 ศาลเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์แห่งภูมิภาคชูบุ ที่บอกเลยว่าแต่ละสถานที่นั้นเป็นที่สำคัญและเป็นที่เคารพบูชาในหมู่ผู้มีศรัทธาชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก เพียงแค่เดินก้าวผ่านประตูโทริอิที่บ่งบอกว่าเรากำลังเข้าสู่พื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์แล้วก็สามารถสัมผัสได้ถึงมนต์ขลังของศาลเจ้าและความศรัทธาอันแรงกล้าจากผู้คนที่เดินทางมาเลยทีเดียว โดยเราสามารถใช้ Ise-Kumano-Wakayama Area Tourist Pass ในการเดินทางไปยังศาลเจ้าลำดับที่ 1-3 ได้เลย

floating-restaurant-1

เที่ยวใจกลางญี่ปุ่นแบบเจาะลึกด้วย Ise-Kumano-Wakayama Area Tourist Pass

จูงมือเพื่อน ๆ ไปเที่ยวชูบุ ภูมิภาคใจกลางญี่ปุ่นมที่อยู่ไม่ไกลจากคันไซ แวะมาเที่ยวได้ถ้าอยู่แถวโอซาก้า เพียงแค่ถือ Ise-Kumano-Wakayama Area Tourist Pass พาสที่จะพาเพื่อน ๆ ไปรื่นรมย์กับบรรยากาศแห่งความงดงามของธรรมชาติและน้ำตกมรดกโลก