1Ise-Kumano-Wakayama Area Tourist Pass : พาสเดียวเที่ยวได้ทั่ว

วันนี้ Chill Chil Japan ขอพาเพื่อน ๆ ไปเที่ยวภูมิภาคคันไซด้วยกัน อ๊ะ ๆ แต่ไม่ใช่เมืองยอดฮิตอย่างโอซาก้า เกียวโต หรือนาราที่เพื่อน ๆ หลายคนเคยไปกันมาแล้วนะ เพราะเราจะพาไปแบบเอ็กซ์คลูซีฟกว่านั้น โดยแต่ละสถานที่ที่เราจะพาไปเนี่ยบอกก่อนเลยว่ามีชื่อเสียงมากสำหรับชาวญี่ปุ่น แต่ถ้าพูดชื่อไปนักท่องเที่ยวชาวไทยอาจจะยังไม่คุ้น แต่ไม่เป็นไร…เพราะเราจะมาทำให้คุ้นวันนี้แหละ !!

ออกตัวแรง ๆ ก่อนเลยว่าทริปนี้เราจำกัดงบประมาณสำหรับการท่องเที่ยวเอาไว้ที่ “8,000 บาท” เท่านั้น !! ย้ำว่าเฉพาะค่าท่องเที่ยวเท่านั้น ส่วนเรื่องช้อปปิ้งขออนุญาตไม่พูดถึง เพราะงานนี้มีคนเจ็บปวด ช้อปฯ กระจายเหมือนกับจะไม่ได้มาอีกยังไงยังงั้นแหละ ก็ของเค้าน่าซื้อน่าอุดหนุนไปหมดเลยนี่นา…

หลังจากได้ตั๋วเครื่องบินราคาประหยัดกันเรียบร้อยแล้ว (ราคาสูง-ต่ำตามความสามารถของแต่ละคน) เราก็ไปซื้อ Pass กันก่อนเลยจ้า เพราะพาสใบเดียวนี่แหละที่จะช่วยเราประหยัดงบประมาณในการท่องเที่ยวไปได้เยอะมาก ๆ และพาสที่เราใช้ในทริปนี้คือ Ise-Kumano-Wakayama Area Tourist Pass ที่จ่ายราคาเดียวเที่ยวเกินคุ้ม !! ราคาอยู่ที่ 11,000 เยน อีกครั้งนะคะ ‘เยน’ นะคะ ไม่ใช่ ‘บาท’ โดยเราสามารถซื้อจากตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยได้เท่านั้น แล้วค่อยนำไปแลกเป็นพาสจริงเมื่อไปถึงญี่ปุ่นเหมือนกับพาสอื่น ๆ นั่นเองค่ะ

2Day 1 : อร่อยกับอาหารทะเลสดที่วากายาม่า

ช่วงที่เราไปนี้เป็นช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ยังนับว่าเป็นฤดูหนาวอยู่ แต่หิมะเริ่มละลายแล้ว แต่ยังพอมีเหลือให้เชยชมอยู่บ้างบนภูเขาสูงอย่าง Mt. Gozaisho ที่เราได้ไปมาในทริปนี้ด้วย สำหรับช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 10 องศาเซลเซียสโดยเฉลี่ย กระเป๋าตอนขาไปเลยค่อนข้างแน่นเพราะเต็มไปด้วยเสื้อผ้าอุ่น ๆ และอุปกรณ์กันหนาวทั้งหลายแหล่ จะเรียกว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่อากาศดีเหมาะแก่การท่องเที่ยวมากที่สุดช่วงหนึ่งเลยก็ว่าได้

เราเลือกมาลงที่สนามบินนานาชาติคันไซหรือ Kansai International Airport และสิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือการนำ MCO หรือ Exchange Order ของ Ise-Kumano-Wakayama Area Tourist Pass ที่ซื้อจากเมืองไทยไปแลกเป็นพาสที่ใช้งานได้จริง ณ JR Ticket Office โดยสิ่งที่ต้องทำคือโชว์พาสปอร์ตพร้อม MCO แก่เจ้าหน้าที่ จากนั้นก็ระบุวันที่เริ่มใช้และเซ็นชื่อผู้ถือพาสลงไป โดยพาสนี้สามารถใช้ได้เป็นระยะเวลา 5 วันติดต่อกันนับตั้งแต่วันแรกที่เราระบุลงไป เมื่อได้พาสตัวจริงมาครอบครองแล้วก็พร้อมออกเดินทางกันได้ แต่อย่าลืมเก็บรักษาพาสใบนี้ให้ดี อย่าให้หายไปก่อนครบ 5 วันเชียวนะ

เมืองแรกที่เราจะไปเยือนกันคือ Wakayama (วากายาม่า) ซึ่งก่อนจะเริ่มท่องเที่ยวแบบสนุก ๆ เราก็ควรจะต้องศึกษาประวัติศาสตร์ของเมืองที่เราจะไปกันสักเล็กน้อย โดยขอเริ่มจากปราสาท Wakayama ที่มีความสวยงามสุด ๆ ที่นี่สร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อปี 1585 ตามคำสังของท่าน Toyotomi Hideyoshi โดยที่นี่เคยถูกใช้เป็นอดีตฐานทัพบัญชาการสำคัญของตระกูล Tokugawa และภายหลังปราสาทได้ถูกทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในที่สุด

ชาวเมืองยังคงให้ความสำคัญกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ด้วยการเดินเล่นชมบรรยากาศของปราสาทที่ล้อมรอบด้วยสวนหย่อมสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม ความสวยงามและร่มรื่นยังดึงดูดผู้คนได้ดีเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีหรือช่วงใบไม้ผลิที่ดอกซากุระจะผลิดอกเบ่งบานนั้นจะเป็นภาพที่สวยสดงดงามอย่างมาก จนทำให้ที่นี่เป็นจุดชมซากุระยอดนิยมของชาวเมืองเลยทีเดียว

พื้นที่โดยรอบปราสาทเราสามารถเดินชมได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย แต่เพื่อความเอ็กซ์คลูซีฟเราขอแนะนำให้จ่ายเงินเพิ่มอีก 410 เยนเพื่อเป็นค่าเข้าชมตัวปราสาทด้านใน ซึ่่งบรรยากาศภายในก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งประวัติศาสตร์อันน่าจดจำ และเมื่อขึ้นสู่ด้านบนสุดของปราสาท เราจะได้ชมวิวรอบเมืองที่สวยงามมากอีกด้วย

Cr: Time Tripper

ถัดจากปราสาทวากายาม่าก็ไปต่อกันที่ Wakayama Marina City ธีมปาร์คที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากประเทศอิตาลี ฝรั่งเศส และเสปน จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสถาปัตยกรรมที่นี่ถึงสวยงามเลอค่าขนาดนี้ ที่สำคัญคือเราสามารถเข้าชมได้ฟรีค่า แต่อย่ามัวถ่ายรูปกันจนเพลิน ยังไงตอนลงรูปก็อย่าลืมเช็คอินสถานที่ช่วยโปรโมทให้โลกได้รู้ว่าที่นี่สวยแค่ไหนด้วยนะเธอ

หลังจากเดินถ่ายรูปจนเหน็ดเหนื่อย ท้องก็เริ่มโหยหาของกิน ซึ่งก็ไม่ต้องหาที่ไหนไกลเพราะวากายาม่าเค้ายกเอาตลาดปลามาไว้ที่นี่เพื่อเอาใจนักท่องเที่ยวแบบเราโดยเฉพาะ ภายในตลาดก็คึกคักไปด้วยร้านค้ามากมายที่มาออกร้านขายทั้งอาหารทะเลสด อาหารทะเลแปรรูป และสินค้าท้องถิ่นอื่น ๆ ที่น่าสนใจมากมาย เดินเล่นชม ชิม ช้อปฯ กันไปรอเวลาไฮไลท์…

ไฮไลท์ที่ว่าก็คือโชว์แล่ปลาทูน่าหรือมากุโร่ที่เชฟเค้าจะมาแล่โชว์ให้เราได้ชมกันแบบสด ๆ นับเป็นบุญตาของเราโดยแท้ มากุโร่ตัวใหญ่สดใหม่จากทะเลถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วนด้วยมีดอันแหลมคมและเชฟผู้มีฝีมือ แต่ละส่วนของมากุโร่นั้นจะมีราคาที่แตกต่างกันไปตามความอร่อย ซึ่งส่วนที่อร่อยที่สุดและแพงที่สุดคือส่วนที่เรียกว่า Otoro เนื้อส่วนท้องที่มีไขมันมากที่สุด ความหอมมันอันเป็นเอกลักษณ์นี้เองที่ทำให้ผู้คนยอมเสียเงินมากมายได้

หลังจากชมโชว์แล่ปลามากุโร่จบแล้ว ก็ถึงเวลาเสียเงินบ้าง นั่นก็คือช่วงเวลาแห่งการช้อปปิ้งอาหารทะเลสดนานาชนิด รวมถึงเนื้อปลามากุโร่ที่เพิ่งแล่ไปเมื่อกี้ก็ถูกจับลงแพ็คพร้อมขายเรียบร้อย ใครสนใจเนื้อมากุโร่ราคาถูกก็จัดด่วน และนอกจากมากุโร่แล้วก็ยังมีซูชิ ซาชิมิ และเมนูอาหารทะเลอย่างอื่นด้วย เราสามารถซื้อแล้วไปนั่งกินในห้องทานอาหารที่เค้ามีไว้บริการได้เลย ดีงามสุด ๆ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 800 เยนแล้วแต่เมนู คือถูกเว่อร์ !

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับทริปวากายาม่าได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้เลย

floating-restaurant-1

เที่ยว Wakayama สนุก อร่อย เข้าฟรี ครบเครื่องได้ในวันเดียว

พา เที่ยว Wakayama ที่ 3 สถานที่เด็ดน่าสนใจ ศึกษาประวัติศาสตร์ที่ปราสาทวากายาม่า กินอาหารทะเลสดอร่อยถึงถิ่นที่ริมอ่าว พร้อมถ่ายรูปอย่างเพลิดเพลินที่สวนสนุกสวยสไตล์ยุโรป

3Day 2 : ตระเวนสักการะศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์

วันที่สองนี้เป็นวันที่เราต้องฟิตร่างกายสักเล็กน้อย (ด้วยการกินอาหารเช้า) เพื่อให้พร้อมไปพิชิต Kumano Nachi Taisha หนึ่งในศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์แห่ง Kumano Sanzan ซึ่งเป็นเส้นทางแสวงบุญมรดกโลก Kumano Kodo ที่มีอายุยาวนานกว่าพันปีมาแล้ว

คืนก่อนเราพักที่โรงแรมใกล้กับสถานีรถไฟ Kii-Katsuura ทำให้เราเดินมายังบริเวณหน้าสถานีเพื่อขึ้นรถบัสไปยัง Nachi Taisha ได้อย่างสะดวกสบายโดยไม่เสียค่าโดยสารเพราะเราใช้ Ise-Kumano-Wakayama Area Tourist Pass เราเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมแล้วนำกระเป๋ามาฝากที่ร้านค้าตรงข้ามสถานีรถไฟที่ใจดีให้นักท่องเที่ยวฝากกระเป๋าได้ฟรี ถ้าใครจะไปเที่ยวแบบเราลองมาฝากกระเป๋าที่นี่ได้นะ แล้วอุดหนุนสินค้าในร้านสักหน่อยเพื่อเป็นการขอบคุณด้วยน้า

เรานั่งรถบัสไปเรื่อย ๆ ประมาณ 20 นาทีก็จะถึงจุดหมาย สำหรับใครที่อยากเดินตามรอยเส้นทางแสวงบุญ Kumano Kodo ให้ลงที่ป้าย Daimonzake ซึ่งเป็นต้นทางที่นักท่องเที่ยวจะลงเดินเท้าเพื่อขึ้นไปยังศาลเจ้าด้านบน แต่เนื่องจากเป็นทริปที่มีเวลาจำกัด เราจึงเลือกที่จะนั่งรถบัสต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อไปลงที่ป้ายรถบัส Nachisan แล้วเดินต่อขึ้นไปแทน

เราเดินขึ้นไปตามบันไดประมาณ 15 นาที หนทางที่เดินขึ้นไปไม่ยากลำบากและไม่ชันจนเกินไป เดินขึ้นไปเรื่อย ๆ เพียง 15 นาทีก็ถึงจุดหมายแล้ว บรรยากาศด้านบนสวยงามและเต็มไปด้วยมนต์ขลังแห่งความศรัทธาของชาวญี่ปุ่นที่ตั้งใจเดินทางมาเพื่อสักการะเทพเจ้าที่ศาลเจ้า Kumano Nachi Taisha

นอกจากศาลเจ้าแล้วก็ยังมีวัดพุทธที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์มากตั้งอยู่ด้วย ซึ่งวัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยชาวอินเดียที่ได้พบรูปปั้นพระโพธิสัตว์กวนอิมปรากฏขึ้นบริเวณ น้ำตก Nachi จึงสร้างวัดขึ้นที่นี่เพื่อบูชาเจ้าแม่กวนอิมนั่นเอง

นอกจากศาลเจ้าด้านบนแล้ว แนะนำให้เดินลงไปตามทางด้านล่างเมื่อเข้าไปชื่นชมความสวยงามของน้ำตก Nachi ใกล้ ๆ ด้วยนะ ซึ่งตลอดทางก็จะมีป้ายบอกทางอยู่ ให้เดินตามทางได้เลย ซึ่งลักษณะของทางเดินทางนี้มีความใกล้เคียงกับ Kumano Kodo เส้นทางแสวงบุญอีกด้วย เหมาะสำหรับใครที่ไม่สะดวกเดินตั้งแต่ต้นแต่อยากสัมผัสบรรยากาศแห่งการแสวงบุญดูบ้าง

และเมื่อเดินลงไปถึงบริเวณชมน้ำตกแล้วก็จะพบกับอีกหนึ่งศาลเจ้าที่มีชื่อว่า Hirou Jinja ซึ่งเป็นศาลเจ้าย่อยของ Kumano Nachi Taisha สร้างขึ้นเพื่อบูชาน้ำตก Nachi เช่นกัน และถ้าอยากเข้าไปดื่มด่ำความงดงามของน้ำตกให้ใกล้ขึ้นอีกนิดก็สามารถควักกระเป๋าจ่ายเงินเพิ่ม 300 เยนเพื่อขึ้นไปยังจุดชมวิวได้

ช่วงบ่ายสามเรามูฟกันไปยังเมือง Ise เพื่อไปสักการะอีกหนึ่งศาลเจ้าที่บรรยากาศสวยงามประทับใจไม่แพ้กัน นั่นคือ Futami Okitama Jinja ศาลเจ้าแห่งความรักที่ตั้งอยู่ริมทะเล ลมแรงมาก ๆ บวกกับอากาศเย็นแบบนี้ หนาวสะใจสุด ๆ

ไฮไลท์ของศาลเจ้าแห่งนี้คือ Meoto Iwa หรือที่คนไทยเราคุ้นในชื่อหินแต่งงาน ลักษณะเป็นหินสองก้อนที่มีขนาดเล็กและใหญ่ต่างกัน เปรียบเหมือนชายและหญิง ด้านบนของหินมีเชือกคล้องระหว่างกันไว้ ทำให้มองดูเหมือนกับว่าหินทั้งสองกำลังอยู่ในพิธีวิวาห์ ซึ่งตามตำนานแล้ว หินทั้งสองก้อนนี้หมายถึงคู่มหาเทพที่เป็นสามีและภริยากัน คือ มหาเทพ Izanagi no Okami และมหาเทพ Izanami no Okami ซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้สร้างและเป็นผู้ให้กำเนิดเทพต่าง ๆ อีกมากมาย

และด้วยตำนานดังกล่าวนั่นเองจึงทำให้หินคู่นี้เปรียบเหมือนเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักของหญิงชายที่อยู่เคียงคู่กัน ทำให้ที่นี่โด่งดังในเรื่องความรัก มีคู่รักชาวญี่ปุ่นหลายต่อหลายคู่เดินทางมาที่นี่เพื่อสักการะและอธิษฐานขอพรให้ชีวิตคู่สมหวัง ราบรื่น มีความสุข และอยู่คู่กันตราบนานเท่านาน รวมทั้งคนโสดที่ต้องการมีความรักที่แท้จริงก็สามารถเดินทางมาขอพรให้สมหวังในความรักได้เช่นกัน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับศาลเจ้าแต่ละแห่งได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้เลย

floating-restaurant-1

สมหวังทุกปรารถนา สักการะ เทพเจ้าญี่ปุ่น ณ 4 ศาลเจ้าแห่งชูบุ

ชวนไปสักการะเทพเจ้าที่ 4 ศาลเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์แห่งภูมิภาคชูบุ ใจกลางประเทศญี่ปุ่นด้วยกัน ไปอธิษฐานขอพรให้ทุกความปรารถนาสมหวัง พร้อมชื่นชมความงดงามของศาลเจ้าแห่งธรรมชาติที่มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป

4Day 3 : สนุกที่อควาเรียม แล้วสักการะศาลเจ้าอิเสะ

Cr: Toba Aquarium

ตื่นมาในเช้าวันใหม่ เรายังอยู่กันที่ Ise เมืองที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ๆ สำหรับชาวญี่ปุ่น เราเริ่มต้นวันอย่างสดใสด้วยการไปเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโทบะหรือ Toba Aquarium ซึ่งเป็นอควาเรียมที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นที่รวมเอาพันธุ์สัตว์น้ำไว้มากที่สุดอีกด้วย สุดยอดไปเลย

เราทุกคนตื่นเต้นมากเมื่อรู้ว่าจะได้มาที่อควาเรียมแห่งนี้ แต่ก่อนจะได้เข้าไปก็ต้องจ่ายเงินค่าเข้าชมกันก่อนในราคา 2,500 เยน ซึ่งนับว่าคุ้มมากเมื่อเทียบกับสายพันธุ์สัตว์น้ำอันหลากหลายที่เราจะได้พบเจอ

Cr: Toba Aquarium

และเมื่อเข้าสู่ภายในอควาเรียมก็ยิ่งตื่นเต้นขึ้นไปอีก เพราะอควาเรียมใหญ่และกว้างขวางมากกก แต่เดินแล้วไม่งงแน่นอนเพราะเค้าแบ่งออกเป็นโซน ๆ อย่างชัดเจน ที่สำคัญคือมีแผ่นพับเวอร์ชั่นภาษาไทยแจกด้วยนะ เดินถือแล้วไปลุยตามโซนต่าง ๆ ได้เลย

ความน่ารักของเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ทำให้เราใจละลายไปเลย ถ้ามีเวลาก็อยากให้เดินเล่นให้ทั่วทั้งอควาเรียมเพื่อดื่มด่ำกับความน่ารักของสัตว์แต่ละสายพันธุ์ ถ้าเป็นเด็ก ๆ ก็จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์มากขึ้น ได้ทั้งความรู้และความสนุกสนานแบบ 2 in 1

Cr: Toba Aquarium

ไฮไลท์ที่ห้ามพลาดเลยคือพะยูนยักษ์ ตัวใหญ่มโหฬาร สีขาวเผือก หน้าตามู่ทู่ สัตว์หายากที่กำลังใกล้สูญพันธุ์ แต่ที่นี่ได้รักษาเอาไว้อย่างดีเพื่อให้เค้ามีชีวิตอยู่ยืนยาวที่สุดเท่าที่ทำได้

Cr: Toba Aquarium

นอกจากตู้ปลานานาชนิดแล้ว ก็อย่าลืมรอชมโชว์จากสัตว์แสนรู้อย่างเช่นตัว Walrus ที่มาโชว์ความสามารถให้เราได้ชื่นชมอย่างใกล้ชิด พร้อมให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสตัวของเจ้า Walrus ด้วยนะ มีความสุขกันยกครอบครัว

Cr: Tourism Bureau, Mie Prefecture Government

พักความสนุกที่อควาเรียมเอาไว้ก่อน เพราะเรามีแพลนจะไปกันต่อที่ Ise Grand Shrine ศาลเจ้าอิเสะชื่อดังที่ชาวญี่ปุ่นถึงกับเอ่ยว่า “ต้องมาสักการะให้ได้สักครั้งในชีวิต” เพราะที่นี่ถือเป็นศาลเจ้าแห่งแรกของญี่ปุ่น ทั้งยังมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศอีกด้วย

จากความรู้สึกส่วนตัวที่ได้ไปมาหลายศาลเจ้าแล้ว เรารู้สึกว่าที่นี่เป็นศาลเจ้าที่กลมกลืนกับธรรมชาติมากที่สุด เป็นศาลเจ้าที่เรียบง่ายและสมถะ ไม่ได้ตกแต่งสวยหรู แต่ดูแล้วมีมนต์ขลังและเต็มไปด้วยความศรัทธาของผู้ที่ตั้งใจเดินทางมาเพื่อสักการะเทพเจ้า Amaterasu หรือเทพเจ้าพระอาทิตย์ เพราะชาวญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นลูกพระอาทิตย์นั่นเอง

Cr: Tourism Bureau, Mie Prefecture Government

ศาลเจ้าชั้นใน (Naiku) เป็นที่สถิตย์ของเทพเจ้าพระอาทิตย์ที่มีความศักดิ์ศิทธิ์เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีความเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าองค์แรกที่มาประทับและเป็นที่เคารพบูชาของชาวญี่ปุ่น ที่นิยมกันมาสักการะเพื่ออธิษฐานขอพรให้ประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ และในวันที่เรามาก็ได้เจอกับนักธุรกิจที่พากันมาสักการะเพื่อขอให้ธุรกิจรุ่งเรืองด้วย ของเค้าศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ

อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับท่องเที่ยวในอิเสะได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้เลย

floating-restaurant-1

ชวนเที่ยว อิเสะ เมืองเปี่ยมเสน่ห์ สักการะศาลเจ้าใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

เที่ยว อิเสะ เมืองเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์น่าค้นหา เที่ยวแบบได้บุญด้วยการแวะสักการะเทพเจ้าแห่งศาลเจ้าใหญ่ของญี่ปุ่น มีเส้นทางแสวงบุญที่ควรมาสักครั้งในชีวิต พร้อมทั้งแหล่งช้อปปิ้ง อควาเรียม และสถานที่ที่น่าสนใจอื่น ๆ อีกมากมาย

5Day 4 : ตะลุยเมืองนินจา ขึ้นกระเช้าเล่นหิมะบนภูเขา

ข้ามจากเมือง Ise มาที่เมือง Iga Ueno เมืองนินจาแสนสงบแต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ภายในเมืองเราจะได้เห็นสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของนินจา เช่นฝาท่อลวดลายนินจา ร้านค้าที่ขายสินค้านินจา หุ่นนินจาที่เกาะตามเสาไฟ มีแม้แต่แมวเหมียวในชุดนินจาที่โด่งดังและกลายเป็นดาราประจำเมืองไปแล้วในตอนนี้

Cr: wow-j.com

เราเริ่มสัมผัสกับความเป็นนินจากันที่พิพิธภัณฑ์นินจาแห่งเมืองอิกะ (伊賀流 忍者博物館) ที่นี่เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของนินจาอิกะในอดีต โดยเริ่มต้นจากบ้านของนินจาซึ่งเป็นบ้านที่เหล่านินจาอาศัยอยู่จริงอดีตถูกยกมาไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดเพื่อให้เราได้ชื่นชม หน้าตาของบ้านก็จะเหมือนกับบ้านของชาวบ้านทั่วไปในเมือง แต่ความจริงภายในบ้านนั้นมีการซ่อนทริคและกลเม็ดต่าง ๆ อยู่มากมายโดยที่เราไม่สามารถรู้ได้เลย

ภายในบ้านหลังไม่ใหญ่นั้นมีกลไกอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ห้องลับใต้ดินเพื่อใช้ในการหนีออกจากตัวบ้านในกรณีที่ถูกศัตรูบุกเข้ามา ห้องมืดขนาดเล็กเพื่อลอบมองศัตรูจากในตัวบ้าน โดยที่ศัตรูจะไม่มีทางมองเห็นตัวนินจา และที่ซ่อนลับใต้พื้นไม้ที่มีไว้ซ่อนของสำคัญอย่างอาวุธหรือคัมภีร์นินจา ซึ่งจะไม่ค่อยมีการบันทึกไว้เท่าไร เนื่องจากป้องกันความลับของนินจารั่วไหล

Cr: Ikaru Ninja Museum

หลังจากนั้นก็ไปชมโชว์สนุก ๆ จากนินจาอิกะกันต่อ ซึ่งเป็นโชว์ที่ห้ามพลาดเลยล่ะ เพราะเค้าแสดงกันด้วยอาวุธของนินจาจริง ๆ ไม่ใช่อาวุธจำลอง ทำให้ผู้ชมอย่างเราตื่นเต้น ลุ้นไปกับโชว์จนตัวเกร็งแน่นอน แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยเพราะนินจาที่แสดงนั้นได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี

อ้อ มัวแต่สนุกกับโชว์จนลืมบอกเพื่อน ๆ ไปเลยว่าก่อนเข้าชมที่นี่เราต้องเสียเงินค่าเข้าในราคา 756 เยนก่อนนะคะ คำนวณแล้วยังไม่ถึง 300 บาทเลยด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ได้กลับมามันคุ้มค่ามาก ๆ เลยล่ะ

หลังออกจากพิพิธภัณฑ์นินจาแล้ว เป้าหมายต่อไปเป็นอะไรที่ชวนตื่นเต้นมาก เพราะเราจะได้ไปเล่นหิมะกัน !! แม้พื้นถนนด้านล่างหิมะจะละลายไปหมดแล้วแต่บน Mt. Gozaisho ยังมีหิมะอยู่จ้า ! ที่นี่เป็นภูเขาหิมะที่อยู่ใกล้นาโกย่ามากที่สุด จึงเป็นที่นิยมมาก ๆ เลยล่ะ

เตรียมเสื้อผ้าอุ่น ๆ และอุปกรณ์กันหนาวให้พร้อมแล้วไปลุยหิมะกันเถอะ ! เราเต็มใจควักเงิน 2,160 เยนจ่ายเป็นค่าขึ้นกระเช้าเพื่อไปยังยอดเขา ด้านบนนี้มีกิจกรรมให้เราเล่นสนุกสำหรับทุกวัย เช่น คนที่รักในกีฬาเอ็กซ์ตรีมก็เล่นสกีได้ หรือถ้าเล่นสกีไม่เป็นเหมือนเราก็สนุกกับสโนว์บอร์ดได้ด้วยการนั่งในบอร์ดแล้วสไลด์ตัวลงมาจากเนินหิมะ จะบอกว่าสนุกกว่าที่คิด !

และความพิเศษของฤดูหนาวบนภูเขา Gozaisho ก็คือ “น้ำตกหิมะ” ที่จะสร้างขึ้นทุกปีเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของฤดูหนาว มีความสูงกว่า 10 เมตรเลยทีเดียว ยืนโพสต์ท่าถ่ายรูปกันสวย ๆ ดูอลังการงานสร้างสุด ๆ

อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับเมือง Iga Ueno ได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้เลย

floating-restaurant-1

บุกเมืองนินจา Iga Ueno พร้อมขึ้นกระเช้าเล่นหิมะ จบด้วยช้อปฯ กระจายที่เอาท์เล็ต

บุกเมืองนินจา รู้ลึกถึงจุดกำเนิด ที่จะได้ทั้งความรู้และความสนุก แล้วไปสนุกกันต่อที่ภูเขาหิมะ แหล่งเที่ยวยอดฮิตของชาวนาโกย่า แล้วจบทริปกับการช้อปปิ้งแบบ Non-stop ที่เอาท์เล็ตอันสวยงาม

6Day 5 : เที่ยวในนาโกย่าให้สนุกสุดเหวี่ยง

มาถึงวันสุดท้ายกันแล้ว เราขอปิดทริปแบบสวย ๆ ด้วยการเที่ยวในเมืองนาโกย่ากันซะหน่อย ซึ่งนาโกย่าเนี่ยเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงมากเลยนะคะ และเราก็เชื่อว่านักท่องเที่ยวชาวไทยหลายคนคุ้นหูกับชื่อนี้ แต่ไม่มีโอกาสได้มาเที่ยวสักทีใช่ม้า เอาล่ะ ๆ งั้นวันนี้เราจะขอมายกตัวอย่าง 1 Day Trip ในนาโกย่าให้เพื่อน ๆ ที่สนใจได้ลองมาแวะชมกันก่อนวางแพลนทริปต่อไปในนาโกย่า

เรานั่งรถไฟออกจากตัวเมืองนาโกย่าออกมาอีกนิดเพื่อที่จะได้มาเก็บสตรอเบอร์รี่ที่ Gamagori Orange Park กัน ! แม้ชื่อจะอวยเรื่องส้มสุด ๆ แต่ถ้าหน้าหนาวล่ะก็ต้องสตรอเบอร์รี่เท่านั้น

เรามุ่งหน้าตรงไปยังสวนสตรอเบอร์รี่ของที่นี่ทันทีหลังจากอิ่มอร่อยกับมื้อกลางวันเรียบร้อยแล้ว แต่แอบกระซิบบอกก่อนว่าเราเผผื่อท้องไว้แล้วเพราะที่นี่เค้าเป็นสวนที่เปิดให้เราเก็บสตรอเบอร์รี่ได้แบบบุฟเฟ่ต์ในเวลาไม่จำกัด ! แต่ไม่ฟรีนะ ฮ่าฮ่า โดยราคาจะแปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาลค่ะ ถ้าเป็นช่วงที่อากาศหนาวเย็นมาก ๆ สตรอเบอร์รี่รสหวานอร่อยที่สุดราคาก็จะสูงตามไปด้วย ซึ่งราคาจะอยู่ที่ 1,944 เยน

เมื่อเข้าสู่ฟาร์มสตรอเบอร์รี่ระบบปิดแล้ว สิ่งที่เราจะได้รับคือถาดพลาสติก 2 ช่อง โดยฝั่งหนึ่งมีไว้ใส่น้ำข้นหวานที่ชาวญี่ปุ่นนิยมใช้จิ้มกินกับสตรอเบอร์รี่ อีกฝั่งไว้ให้ก้านที่กินหมดแล้ว ซึ่งเราไม่รอช้าขอให้เจ้าหน้าที่บีบนมข้นใส่ถาดแล้วออกลุยทันที พูดเลยว่าอร่อยหวานอมเปรี้ยวกลมกล่อมสุด ๆ ค่า

Gamagori Orange Park (蒲郡オレンジパーク)

ที่อยู่1-93 Ogurimi, Seida-cho, Gamagori, Aichi 443-0002
วิธีเดินทางนั่งรถไฟ JR สาย Tokaido Line มาลงสถานี Gamagori แล้วนั่งรถต่อมาอีก 11 นาที
เวลาทำการ09.00-17.00 น.
ราคาเริ่มต้น 1,728 เยน (ขึ้นอยู่กับฤดูกาล)
โทรศัพท์0533-68-2321
WebsiteGamagori Orange Park

ดูแผนที่ Gamagori Orange Park (蒲郡オレンジパーク)

Cr: Laguna Ten Bosch

แล้วไปต่อกันด้วยการล่องเรือ Thounsand Sunny จากการ์ตูนชื่อดังอย่าง One Piece ที่สร้างขึ้นมาเพื่อสานฝันเหล่าแฟนคลับของการ์ตูนเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่แฟนคลับตัวยงแต่ถ้าได้มาแล้วรับรองมีกรี๊ด เพราะเราเองก็เผลอกรี๊ดออกมาเหมือนกันจ้าบอกเลย

Cr:Laguna Ten Bosch

เรือ Thounsand Sunny นี้สร้างขึ้นให้มีขนาดเทียบเท่ากับของจริงเลยนะจะบอกให้ และด้านบนเรือก็มีหุ่นรูปปั้นขนาดเท่าคนจริงของลูฟี่หมวกฟางและผองเพื่อนโจรสลัดตั้งอยู่ ส่วนแขกรับเชิญอย่างเราก็เดินถ่ายรูปวนไปค่ะ

เรือล่องไปอย่างนิ่มนวลเป็นเวลาราว 30 นาทีให้แฟนคลับได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศของการเป็นลูกทีมของโจรสลัดหมวกฟางอย่างเต็มที่ โดยเค้ามีการแบ่งสัดส่วนของเรือออกเป็นพื้นที่ของตัวละครแต่ละตัวอย่างชัดเจนให้เราอินกันแบบสุด ๆ

แต่ก่อนที่เราจะไปล่องเรือกับลูฟี่และผองเพื่อนได้นั้น เราจะต้องจ่ายเงินค่าเข้าธีมปาร์คเป็นจำนวน 2,150 เยน สำหรับราคานี้เป็นแค่ค่าเข้าธีมปาร์คเท่านั้นนะ แต่เราแนะนำว่าให้ซื้อเป็นตั๋วแบบรวมเครื่องเล่นเลยจะคุ้มกว่า เพราะด้านใน Laguna Ten Bosch เค้ามีเครื่องเล่นสนุก ๆ รอเราอยู่เพียบเลยล่ะ จ่ายราคาเดียวได้สนุกแบบหลากหลายเลยนะ ส่วนค่าล่องเรือ Thousand Sunny นั้นอยู่ที่ 1,200 เท่านั้นเองค่ะ แฟน ๆ สายเปย์จัดสักหน่อย !

Laguna Ten Bosch

ที่อยู่2-3 Kaiyocho, Gamagori, Aichi, Japan 443-0014
วิธีเดินทางขึ้นรถไฟสาย Tokaido Line ลงรถไฟสถานี Mikawa-Otsuka นั่งรถต่ออีก 5 นาที
เวลาทำการจันทร์-พฤหัสบดี 9.00-21.00 น., ศุกร์-เสาร์ 9.00-22.00 น.
โทรศัพท์0533-58-2700
Websiteawomb

ดูแผนที่ Laguna Ten Bosch

จะจบทริปให้สมบูรณ์แบบได้ก็ต้องช็อปปิ้งสิถูกมะ และที่นาโกย่าก็มีแหล่งช้อปปิ้งชั้นดีสำหรับนักท่องเที่ยวอย่าง Donkihote สถานี Sakae ที่เปิดให้เราได้ช้อปฯ แบบ non-stop 24 ชั่วโมงกันไปเลย

Donkihote หรือที่คนไทยเรียกกันสั้น ๆ ว่า ด๊องกี้นั้นเป็นร้านขายสินค้าปลีกที่มีสินค้ามากมายให้เราได้เลือกซื้อกลับบ้าน ทั้งไปเป็นของฝากและนำไปใช้เอง ประเภทของสินค้านั้นก็หลากหลายตั้งแต่อาหาร ขนม ของเล่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง เครื่องใช้ไฟฟ้า กระเป๋า รองเท้า รวมไปถึงสินค้าแปลก ๆ อย่างพวกชุดคอสเพลย์ก็ยังมี

เรียกได้ว่าเป็นร้านที่มีทุกอย่างครบครัน ถ้าอยากจะซื้อของฝากจำนวนมากแต่ราคาถูกละก็ แนะนำให้ซื้อที่นี่ เพราะนอกจากจะมีให้เลือกเยอะแล้ว ยังราคาถูกด้วยนะ แล้วอย่าเผลอช้อปเพลินจนเกินงบกันล่ะ

Donkihote Sakae

ที่อยู่3 Chome-17-15 Nishiki, Naka-ku, Nagoya-shi, Aichi-ken 460-0003, Japan
วิธีเดินทางนั่งรถไฟสาย Meijo Line แล้วลงที่สถานี Hisayaodori จากนั้นเดินต่อประมาณ 7 นาที
เวลาทำการเปิด 24 ชั่วโมง
โทรศัพท์052-957-6311
WebsiteDonkihote Sakae

ข้อสรุป

โอ้โห ! กลับมาเมืองไทยแล้วยังคิดถึงความสนุกของแต่ละเมืองอยู่เลย บอกเลยว่าใช้พาสคุ้มมาก เพราะไปหลายเมืองแบบไม่ซ้ำกันเลยล่ะ แต่ไม่ต้องเสียเงินค่าเดินทางจุกจิกเพราะได้พาสช่วยไว้เนี่ยแหละ จะได้ใช้เงินไปกิน ไปช้อปฯ ได้แบบไม่เกรงใจตัวเอง ส่วนค่าเข้าสถานที่แต่ละแห่งก็ไม่แพงเลยสักนิด สายเปย์อย่างเราจ่ายได้สบายมาก ถ้าใครอยากลองไปตามทริปสุดประหยัดแบบเราดูบ้างก็ตามมาเล้ย !!